Showing posts with label Alternative medicine. Show all posts
Showing posts with label Alternative medicine. Show all posts

Sunday, August 1, 2010

อาหารที่ควรรับประทานเพื่อลดไขมัน

อาหารที่ควรรับประทานเพื่อลดไขมัน

ดู เหมือนจะเป็นเรื่องไม่ยากที่จะบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง แต่กลับเป็นเรื่องยากในการเลือกรับประทานอาหารไขมันต่ำ ไขมันประเภทที่เรียกว่า “ไขมันชนิดเลว” นั้น สามารถทำร้ายสุขภาพของเราได้มากมาย ต่อไปนี้คือทางเลือกอาหารเพื่อสุขภาพของคุณ ที่มีไขมันต่ำ

  1. ข้าวโอ๊ต ขั้นตอนแรกในการดูแลโคเลสเตอรอลในร่างกายของคุณ ด้วยข้าวโอ๊ตหนึ่งถ้วยยามเช้า ซึ่งจะให้ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ต่อร่างกายของคุณประมาณ 1 – 2 กรัม และจะดีขึ้นมากถ้าเพิ่มสตรอเบอรี่หรือกล้วยเข้าไปในมื้ออาหาร
  2. ข้าวบาร์เลย์ หรือผลิตภัณฑ์จากธัญพืช อาหารเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และให้ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ ซึ่งช่วยในการขับถ่าย
  3. ถั่วฝักยาว ถั่วฝักยาวอุดมไปด้วยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ที่ช่วยในการขับถ่าย นอกจากนี้ถั่วฝักยาวยังช่วยให้สามารถลดน้ำหนักลงได้
  4. มะเขือยาวสีม่วง และกระเจี๊ยบ พืชทั้งสองชนิดนี้เป็นพืชที่แคลอรี่ต่ำ และอุดมไปด้วยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้
  5. ผลไม้เปลือกแข็ง เช่น ถั่วชนิดต่าง ๆ จากการศึกษาวิจัยชี้ให้เห็นว่าการบริโภคถั่วลิสง หรืออัลมอนด์ หรือวอลนัต ประมาณ 2 ออนซ์ต่อวัน ช่วยลดไขมันแอลดีแอล หรือไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกายได้ถึง 5%
  6. น้ำมันพืช การใช้น้ำมันจากดอกคาโนลา น้ำมันดอกทานตะวัน หรือน้ำมันจากพืชอื่น ๆ แทนการใช้เนย หรือน้ำมันหมู ช่วยลดไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกายได้
  7. แอปเปิ้ล องุ่น สตอรเบอรี่ และผลไม้ตระกูลส้ม ผลไม้จำพวกนี้อุดมไปด้วยเพคทิน ซึ่งก็คือไฟเบอร์ชนิดหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
  8. อาหารจำพวกสตีรอยด์และสเตนอล (Sterols and stanols) สตีรอยด์และสเตนอลเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวไรย์ และพืชอื่น ๆ จากธรรมชาติ การบริโภคเพียงวันละ 2 กรัมจะช่วยลดโคเลสตอรอลในร่างกายได้ 10%
  9. ถั่วเหลือง การรับประทานถั่วเหลือง หรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ หรือน้ำนมถั่วเหลืองช่วยลดระดับไขมันชนิดเลวในร่างกายได้
  10. น้ำมันตับปลา การรับประทานปลา 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์โดยสารโอเมก้า 3 ในน้ำมันตับปลาช่วยลดไขมันชนิดที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายได้ นอกจากนี้โอเมก้า 3 ในปลายังช่วยลดไตรกลีเซอรีนในกระแสเลือด และช่วยป้องกันการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
  11. ไฟเบอร์เสริม เป็นการเพิ่มปริมาณไฟเบอร์ให้กับร่างกายมากขึ้น โดยอาจรับประทานแมงลักประมาณวันละ 2 ช้อนโต๊ะ จะช่วยในระบบการขับถ่ายได้ดี

บทความจาก: HarvardHealthPublications

: กาย
: บทความ
: สุขภาพดี
จริญญา 12 ต.ค. 2552 13 ต.ค. 2552
ความคิดเห็น (2)

thank…U

olivenaruk2527@cmail.com (125.27.38.108) 20 พฤศจิกายน 2552 - 15:23 (#529)

good article จิงๆ

Natthapol 20 พฤศจิกายน 2552 - 20:32 (#530)

Sunday, January 17, 2010

อาหารเพื่อประสิทธิภาพของสมอง

อาหารเพื่อประสิทธิภาพของสมอง

หาก คุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังสงสัยเกี่ยวกับอาหารที่ทานเข้าไปในแต่ละวัน งานวิจัยล่าสุดพบว่า การรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง มีคุณค่าทางโภชนาการสูง จะช่วยให้คุณมีพื้นที่ในท้องสำหรับอาหารแคลลอรี่สูงน้อยลง และอาหาร 5 ชนิดต่อไปนี้สามารถทำให้คุณมีสมองที่เปี่ยวประสิทธิภาพมากขึ้น

ไข่

การ รับประทานไข่ในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณภาพของสมองของคุณมีประสิทธิภาพดีเทียบเท่ากับคนที่อายุอ่อนกว่า ถึง 10 ปี ควรรับประทานไข่ปริมาณ 55 ไมโครกรัมทุกวัน
เมนูแนะนำ ไข่เจียวผัก

ผักขม, กะหล่ำปลี

สาร แคโรทีนอย และ ฟลาโวนอย ในผักสีเขียวเข้มนี้มีประโยชน์ต่อสมองเป็นอย่างมาก สามาถช่วยให้คุณรู้สึกเด็กลงไปได้อีก รับประทาน 3 มื้อ หรือมากกว่า ต่อวัน สามารถชะลอภาวะหดหู่ของจิตใจอันเกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 40 %

บลูเบอร์รี่

สารประกอบในบลูเบอร์รี่จะช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ รวมทั้งริ้วรอยที่เกิดจากวัยได้

วอลนัทและปลา

นอก จากปลาแซลมอนแล้ว สารโอเมก้า 3 สามารถพบได้ในลูกวอลนัทอีกด้วย ดีเอชเอในโอเมก้า 3 จะทำหน้าที่ซ่อมแซมเซลล์สมอง ทำให้สมองของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น ปริมาณที่เหมาะสมคือ 600 มิลลิกรัมต่อวัน

มัสตาร์ด

ขมิ้น ส่วมผสมในมัสตาร์ด สามารถช่วยกระตุ้นให้ยีนส์ ซึ่งทำหน้าที่กำจัดขยะในสมอง(ตัวทำลายเซลล์สมอง) ปริมาณที่เหมาะสมของขมิ้นที่ควรได้รับต่อวันคือ 17 มิลลิกรัม หรือประมาณมัสตาร์ดหนึ่งช้อนชา

ที่มา fooddrinks

: กาย
: ข่าว
: สุขภาพดี
อัมพวรรณ 03 ม.ค. 2553 04 ม.ค. 2553
ความคิดเห็น (2)

รูปสลับกันรึป่าวค่ะ

แบม (117.47.179.106) 04 มกราคม 2553 - 21:37 (#629)

แก้ไขแล้ว ขอบคุณมากค่ะ

อัมพวรรณ 05 มกราคม 2553 - 11:07 (#631)

Friday, January 15, 2010

ไม้ประดับกำจัดสารพิษ

ไม้ประดับกำจัดสารพิษ

ปัจจุบัน อาคารสำนักและบ้านเรือนมักนิยมปลูกไม้ประดับในอาคาร เพื่อสร้างบรรยากาศในอาคารให้ใกล้ชิดธรรมชาติ จึงมีไม้ประดับไม่กี่ชนิดที่เหมาะกับสภาพอากาศที่ปราศจากแสงแดดแต่อยู่ได้ ด้วยแสงจากหลอดไฟฟ้าและมีคุณสมบัติพิเศษช่วยกำจัดสารพิษได้ด้วย

ดร. บี ซี วูฟเวอร์ตัน (Dr. B.C. Wolverton) นักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยอวกาศนาซ่าได้ทำการวิจัยพบคุณสมบัติของไม้ประดับใน การกำจัดสารพิษหรือมลภาวะในอากาศได้อย่างดีและผลการวิจัยนี้ได้พิมพ์เผยแพร่ ทั่วโลกในหนังสือชื่อ Eco-Friendly House Plant (ไม้ประดับที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) ได้แนะนำไม้ประดับจำนวน 50 ชนิด ที่มีคุณสมบัติในการดูดไอพิษจากอากาศไม่ว่าจะเป็นฟอร์มาลดีไฮด์ แอมโมเนีย ไซลีน ทูลีน รวมทั้งไอเสียที่เกิดจากมนุษย์ ซึ่งไม้ประดับเหล่านี้เป็นไม้ประดับที่เรารู้จักเป็นอย่างดี สวยงามดูแลรักษาง่าย นิยมปลูกกันทั่วไป เพียงแต่เราไม่สนใจที่จะรู้ถึง คุณสมบัติในการดูดสารพิษของไม้ประดับเหล่านี้มาก่อน ดังนั้นเรามาศึกษากันว่ามีไม้ประดับชนิดใดบ้างที่สามารถกำจัดสารพิษได้ อาทิ

สาวน้อยประแป้ง (Dumb Cane)
สาว น้อยประแป้ง เป็นไม้ประดับทีนิยมนำมาปลูกทั้งภายนอกและภายในอาคารมานานแล้ว เพราะเลี้ยงง่าย ทน และใบมีลวดลายสวยงาม แต่ น้อยคนที่จะรู้ถึงคุณค่าของสาวน้อยประแป้งในฐานะเป็นไม้ที่ช่วยฟอกอากาศ สามารถดูดสารพาได้มากชนิดหนึ่ง สาวน้อยประแป้งมีใบใหญ่คล้ายใบพาย มีตั้งแต่สีเขียวอ่อน เขียวแก่ไปจนถึงสีเหลืองอ่อนๆมีลายแต้มประปรายสีขาวหรือเหลืองอ่อน จึงได้ชื่อว่า สาวน้อยประแป้ง เป็นไม้ประดับที่เจริญเติบโตได้ดีในที่ร่ม ชอบอากาศอบอุ่นและความชื้นสูง แต่ก็สามารถปรับตัวเจริญเติบโตได้ดีในห้องที่มีความเย็นและสภาพอากาศแห้ง จึงเป็นพืชที่ปลูกและดูแลได้ง่าย

หมากเหลือง (Areca Palm หรือ Yellow Palm)
หมาก เหลือง เป็นไม้ประดับภายในอาคารที่นิยมปลูกชนิดหนึ่ง มีความสวยงาม ทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายในอาคาร และคายความชื้นภายในห้องได้ดี มีประสิทธิภาพสูงในการดูดสารพิษจากอากาศได้ในปริมาณมาก หมากเหลืองเป็นพืชตระกุลปาล์มที่ปลูกง่าย โตเร็ว เป็นพันธ์ไม้ขนาดกลาง สูงประมาณ 5-10 เมตร ลำต้นมีลายคล้ายข้อปล้อง โค้งงอและตั้งตรงได้สัดส่วนสวยงาม ขยายพันธ์ด้วยการแตกหน่อเป็นกอประมาณ 5-12 ต้น ใบมีลักษณะเป็นรูปขนนก แผ่นใบมีสีเขียวเหลือง ออกดอกเป็นช่อสีเหลืองอ่อน หมากเหลืองขนาดสูง 1.8 เมตรจะคายน้ำประมาณ 1 ลิตร ทุกๆ24 ชั่วโมง ในบรรดาไม้ประดับดูดสารพิษด้วยกัน หมากเหลือง เป็นพืชที่ดูดสารพิษจากอากาศได้ในประมาณมากที่สุดชนิดหนึ่ง แนะนำให้ปลูกไว้ใน อาคารสำนักงาน หรือ บ้านเรือน

เดหลี (Peace Lily)
เด หลีเป็นไม้ประดับที่โดดเด่นมากชนิดหนึ่ง เนื่องจากให้ดอกสีขาวที่สวยงาม นิยมนำไปเป็นไม้ประดับในอาคาร เป็นไม้ที่คายความร้อนสูง มีคุณสมบัติสูงในการดูดสารพิษในอาคาร เดหลีเป็นไม้ประดับที่มีใบสีเขียมเข้ม มันเป็นวาว ดอกเป็นช่อสีขาวหรือแกมเหลือง กาบหุ้มช่อดอก มีสีขาวคล้ายดอกหน้าวัว เป็นไม้พุ่มเตี้ยสูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร โดยธรรมชาติเดหลีชอบขึ้นอยู่ตามริมลำธารที่มีร่มเงาในป่าฝนเขตร้อน แต่เมื่อนำมาปลูกเป็นไม้ประดับในอาคาร เดหลีก็สามารถปรับตัวได้ดี แม้จะมีความชื้นต่ำและรับแสงจากหลอดไฟ เพียงแต่ดินต้องมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ เป็นไม้ประดับในจำนวนน้อยชนิดที่สามารถออกดอกได้ภายในอาคาร เดหลีสามารถดูดสารพิษจำพวกแอลกอฮอล์ อาซีโตน ไตรคลอไรเอทีลีนีน เบนซีน และฟอร์มาลดีไฮด์ จึงเหมาะที่จะนำเดหลีประดับไว้ในสำนักงานหรือบ้านเรือน

เยอบีร่า (Gerbera Daisy)
เยอ บีร่าไม้ประดับที่ให้ดอกสีสวยสดใส และคงทนอยู่นาน แม้จะตัดออกมาพักแจ ก็ยังอยู่ได้นานหลายวัน จึงเป็นไม้ประดับที่นิยมนำมาประดับในอาคาร มีคุณสมบัติสูงในการดูดสารพิษจากอากาศภายในได้ดีเยี่ยม เยอบีร่าเป็นไม้พุ่มมีลำต้นอยู่ใต้ดิน ใบเป็นแฉกมีสีเขียวสด ก้านใบและใบมีขนละเอียด ก้านดอกแตกออกจากลำต้นใต้ดิน ยาวตั้งตรง ดอกมีสีสันหลากหลาย เช่น แดง ส้ม เหลือง ม่วง ชมพู ขาว มีอัตราการคายความชื้นสูง จึงเป็นไม้ประดับอีกชนิดหนึ่งที่มีคุณค่า เหมาะแก่การปลูกไว้ในอาคารสำนักงานและบ้านเรือน

วาสนาอธิษฐาน (Cornstalk Plant)
วาสนา อธิฐาน เป็นไม้ที่มีขนาดใหญ่สูงประมาณ 5-6 เมตร ชอบแสงแดดจัด นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับในอาคาร เนื่องจากรูปทรงสวยแปลกตาและคงทนอยู่ได้ในที่มีแสงสว่างน้อย วาสนาอธิฐานมีลำต้นตั้งตรงมีสีน้ำตาลอ่อน ใบแตกจากหน่อที่ปลายลำต้น เป็นใบเดียวลักษณะเรียวยาว ปลายแหลมโคนสอบเข้าหาใบซึ่งเป็นกาบติดกับลำต้น พื้นใบมีสีเขียวมีลายสีเหลืองพาดกลางไปตามความยาวของใบ ใบอ่อนจะแตกตรงส่วนยอดของต้น ดอกออกเป็นช่อสีเหลือง กลิ่นหอมส่งกลิ่นไปได้ไกล นิยมนำลำต้นของวาสนาอธิฐานมาตัดเป็นท่อนๆยาว6-8นิ้วแล้วตั้งในถาดตื้นหล่อ น้ำไว้นำไปตั้งประดับดุสวยงาม วาสนาอธิฐานเป็นไม้ประดับอีกชนิดหนึ่งที่ดูดสารพิษภายในอาคารจำพวก ฟอร์มาลดีไฮด์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เอกสารอ้างอิง

  1. พรรณไม้กำจัดสารพิษ [ออนไลน์][อ้างอิงวันที่16 January 2007] เข้าถึงได้จาก: http://www.panmai.com/Pollution/Pollution.shtml
  2. ไม้ ประดับภายในอาคาร [ออนไลน์][อ้างถึงวันที่ 16 January 2007] เข้าถึงได้จาก: http://www.maipradabonline.com/maipradabin/sawnoiypabang.htm

สำนักหอสมุดและศูนย์สนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทร 0 2201 7250
E-mail apinya@dss.go.th

: สังคม
: บทความ
: สิ่งแวดล้อมดี
พรรณภัทร 17 พ.ย. 2552 18 พ.ย. 2552

Monday, January 11, 2010

เด็ก ๆ ก็ต้องการการนวดบำบัด

เด็ก ๆ ก็ต้องการการนวดบำบัด

นักวิจัยด้านพัฒนาการเด็กของสหรัฐ พบว่า การนวด ช่วยให้เด็กหลับได้ง่ายขึ้น

ซี บิล ฮาร์ท จากมหาวิยาลัยเทคซัสเทคโนโลยี ได้เสนอ 12 วิธีการเพื่อช่วยให้เด็กนอนหลับ เธอกล่าวว่า จากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า การนวดช่วยบรรเทาความเจ็บปวด และลดความวิตกกังวลในเด็ก และ ยังช่วยเพิ่มพัฒนาการทางสมอง แต่อย่างไรก็ตาม เคล็บลับที่สำคัญคือ ทำอย่างไรจะให้เด็กอยู่นิ่งได้นาน ๆ

เธอกล่าวว่า “เด็ก ๆ เป็นกลุ่มที่ต้องการการนวดเป็นอย่างมาก แต่มักไม่ค่อยได้รับการนวด”

ด้วย เหตนี้ เธอได้นำเสนอโปรแกรมเพื่อช่วยในการนวดที่ชื่อว่า ลัลลบาย มาซสาจ จังหวะและการสัมผัส เพื่อเด็กและทารก (“Lullaby Massage: Rhyme & Touch Massage for Infants and Children) โดยการรวมเอาเนื้อเพลง ซึ่งมีเนื้อหาเพื่อสอนพ่อแม่ และ เพื่อดึงดูดเด็ก ๆ ด้วยการแสดงท่าทางต่าง ๆ อาทิ วาดภาพ รับโทรศัพท์ เพื่อให้การนวดประสบความสำเร็จ

ที่มา UPI

: กาย
: ข่าว
: สุขภาพดี
อัมพวรรณ 29 ธ.ค. 2552 29 ธ.ค. 2552

Friday, January 8, 2010

หม่อน ผลไม้มหัศจรรย์

หม่อน ผลไม้มหัศจรรย์

หม่อน จัดเป็นไม้ยืนต้นประเภทไม้พุ่ม อยู่ในวงศ์ Moraceae มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า มัลเบอร์รี่ (mulberry) หม่อนมีสรรพคุณเชิงสมุนไพรอย่างอเนกอนันต์ สรรพคุณทางยาที่ได้มีผู้วิจัยไว้มากมาย เช่น ยอดอ่อนของหม่อน เมื่อนำมาต้นเพื่อดื่มและล้างตาจะสามารถผ่อนคลายและบำรุงสายตา ใบหม่อน มีสารออกฤทธิ์กลุ่มฟลาโวนอยด์ ไฟโตสเตียรอล ไตรเทอปีน อัลคาลอย เซราไมด์ และน้ำมันหอมระเย นอกจากนี้พบว่า มีสารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น คาร์โบไฮเดรต เพคติน โปรตีน เส้นใยอาหาร รวมทั้งวิตามินบี วิตามินซี และแคโรทีน

ผลการศึกษาการใช้ประโยชน์จากใบหม่อน โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น รายงานว่าใบหม่อนสามารถช่วยลดปริมาณคลอเลสเตอรอล ลดปริมาณน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต และลดอัตราการตายของหนูที่เป็นมะเร็งในตับอย่างได้ผล
ผล ใบหม่อนสุกให้รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ บำรุงเลือด และหนังสือ Modern Chinese Material Media ให้สมญาผลหม่อนว่า เป็น Blood tonic นอกจากนี้มีรายงานจากสถาบันวิจัยหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ได้ศึกษาวิจัยพบว่าผลหม่อนสด และผลหม่อนแห้ง มีสารประกอบเควอซิติน ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

เครื่องดื่มจากน้ำผลหม่อน พบว่ามีสรรพคุณทางยา เนื่องจากมีสารอัลคาลอยด์ที่เรียกว่า deoxnojirimycin (DNJ) ผลการวิจัยพบว่าส่วนเปลือกรากของหม่อนสามารถนำมาสกัดทำยารักษาโรคเบาหวานได้ นอกจากนี้ผลการศึกษาของคณะนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด ได้รายงานว่า สาร DNJ มีผลในการยับยั้งโรคเอดส์ในสัตว์ทดลองได้

: กาย
: บทความ
: สุขภาพดี
: ผล หม่อน ใบ
พรรณภัทร 29 ธ.ค. 2552 29 ธ.ค. 2552
ความคิดเห็น (0)

Wednesday, January 6, 2010

กระเทาะเปลือก น้ำมันหอมระเหย

กระเทาะเปลือก น้ำมันหอมระเหย

น้ำมัน หอมระเหย (essential oil) เป็นสารอินทรีย์ที่พืชสร้างขึ้น มักมีกลิ่นหอม ระเหยง่าย โดยพืชเหล่านี้จะมีเซลล์พิเศษ ต่อมหรือท่อ เพื่อสร้างและกักเก็บน้ำมันหอมระเหย น้ำมันหอมระเหยพบได้ตามส่วนต่างๆ ของพืช ได้แก่ ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล เมล็ด กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยในส่วนของดอกไม้ มีบทบาทสำคัญในการช่วยดึงดูดแมลงมาผสมเกสร แต่สำหรับน้ำมันหอมระเหยในส่วนอื่นๆ ของพืช เชื่อว่ามีผลในการป้องกันตนเองจากศัตรูภายนอก ที่จะมาทำลายพืชนั้นๆ รวมทั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคพืช นอกจากนี้ยังมีน้ำมันหอมระเหยจากสัตว์ที่รู้จักกันดีมีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่ กลิ่นจาก civet (zebeth) กลิ่นจาก castroreum ซึ่งเป็นสิ่งขับถ่ายจากกระเปาะใกล้อวัยวะสืบพันธ์ ของตัวชะมดและตัวนาก ตามลำดับ กลิ่นจากอำพันทอง (ambergris) ที่ได้จากสำรอกของปลาวาฬหัวทุย และกลิ่นจาก musk ซึ่งเป็นผงไขมันแข็ง สีคล้ำ อยู่ภายในกระเปาะที่เป็นถุงหนังของกวางภูเขา แต่น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากสัตว์นี้จะมีราคาแพงมาก และมีการต่อต้านการใช้เนื่องจากต้องคร่าชีวิตสัตว์จึงจะได้มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาวาฬหัวทุย และกวางภูเขา

น้ำมันหอมระเหยเข้า มาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราอยู่เสมอ มีประโยชน์ใช้แต่งกลิ่นในอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ เช่น ซุป ลูกกวาด เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์นม ในอุตสาหกรรมน้ำหอมจะใช้วัตถุดิบจากส่วนต่างๆ ของพืช เช่น จากส่วนดอกนำมาทำเป็นน้ำมันกุหลาบ น้ำมันกระดังงา น้ำมันมะลิ จากส่วนใบนำมาทำเป็นน้ำมันเจอราเนียม น้ำมันโรสแมรี น้ำมันเบอร์กามอท จากส่วนเมล็ดนำมาทำเป็นน้ำมันอัลมอนด์ จากส่วนเปลือกนำมาทำเป็นน้ำมันสน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมและเภสัชภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำมันกานพลู สามารถฆ่าเชื้อโรคได้จึงนำมาใช้ผสมในน้ำยาบ้วนปาก น้ำมันยูคาลิปตัสใช้แก้หวัดน้ำมันไพล ใช้แก้อาการปอดบวมปกช้ำ น้ำมันเปปเปอร์มินต์ ใช้ขับลมและแต่งกลิ่นยาเป็นต้น

กรรมวิธีการนำน้ำมันหอมระเหยจากพืชได้มาจากกระบวนการทางเคมี 5 วิธีดังนี้

  1. การก ลั่น เป็นวิธีที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายเนื่องจากเป็นวิธีที่ประหยัด โดยการให้ไอน้ำผ่านพืชสมุนไพรที่จะสกัดน้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในหม้อกลั่น น้ำมันหมอระเหยจะแยกตัวออกจากชั้นน้ำ ทำให้สามารถที่จะนำออกมาใช้ได้ง่าย น้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้โดยวิธีนี้ได้แก่ น้ำมันไพล น้ำมันตะไคร้ เป็นต้น
  2. การ สกัดด้วยน้ำมันสัตว์ วิธีนี้เหมาะสำหรับการสกัดน้ำมันหมอระเหยจากดอกไม้กลีบบาง เช่น ดอกมะลิ ดอกกุหลาบ เป็นต้น วิธีการคือ แช่พืชสมุนไพรไว้ในน้ำมันสัตว์ (นิยมใช้ไขวัว) หลายวันเพื่อให้น้ำมันดูดกลิ่นหอมออกมา น้ำมันจะดูดซับกลิ่นหมอไว้ จากนั้นใช้ตัวทำละลายสกัดน้ำมันหอมระเหยออกจากน้ำมันสัตว์ แล้วนำไประเหยไล่ตัวทำละลายออก ข้อเสียคือใช้เวลานาน
  3. การสกัด ด้วยสารเคมี วิธีนี้จะใช้กับพืชสมุนไพรที่ทนความร้อนสูงไม่ได้ เช่น มะลิ การสกัดแบบนี้จะได้น้ำมันหอมระเหยที่เรียกว่า absolute oil และหลังจากการสกัดต้องระเหยสารละลายที่ใช้เป็นตัวสกัดออกให้หมด ซึ่งสารละลายที่นิยมใช้เป็นตัวสกัดคือ แอลกอฮอล์ วิธีนี้จะได้น้ำมันหอมระเหยและกลิ่นออกมา แต่น้ำมันหอมระเหยที่ได้จะมีปริมาณน้อยและไม่บริสุทธิ์
  4. การคั้น หรือบี วิธีนี้มักใช้กับเปลือกผลไม้ตระกูลส้ม เช่น ส้ม มะนาว มะกรูด วิธีการคือนำเปลือกของผลไม้มาบีบ จะทำให้เซลล์กระเปาะที่เก็บน้ำมันหอมระเหยแตกออก และปลดปล่อยน้ำมันหอมระเหยและกลิ่นออกมาก แต่น้ำมันหอมระเหยที่ได้จะมีปริมาณน้อยและไม่บริสุทธิ์
  5. การสกัด ด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เหลว เป็นเทคนิคใหม่ เหมาะสำหรับการสกัดสารที่สลายตัวง่ายเมื่อถูกความร้อน วิธีการคือปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เหลว ที่ความดันสูงผ่านพืชสมุนไพร ซึ่งวิธีนี้จะมีต้นทุนการผลิตที่สูง แต่จะได้น้ำมันหอมระเหยที่มีคุณภาพดีและมีความบริสุทธิ์สูง

สรรพคุณของน้ำมันหอมระเหย

  1. ทาง ผิวหนัง ระงับเชื้อจากบาดแผล แมลงกัดต่อย เช่น น้ำมันไทม์ น้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันกานพลู และน้ำมันลาเวนเดอร์สร้างเนื้อเยื้อสมานแผล เช่นน้ำมันลาเวนเดอร์ น้ำมันกุหลาบและน้ำมันเจอราเนียม ระงับกลิ่นสำหรับผู้ที่มีเหงื่อออกมาก ทำความสะอาดบาดแผล เช่น น้ำมันลาเวนดอร์ น้ำมั้นไทม์และน้ำมันตะไคร้
  2. ระบบการไหลเวียน กล้ามเนื้อและข้อต่อ ลดความดันโลหิต ความเครียด เช่น น้ำมันกระดังงา น้ำมันลาเวนเดอร์ ปรับการไหลเวียนของโลหิต สำหรับแก้บวม อักเสบ เช่นน้ำมะนาว
  3. ระบบหายใจ ขับเสมหะ สำหรับหวัด ไซนัส ไอ เช่น น้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันสน น้ำมั้นไม้จันทน์ คลายกล้ามเนื้อกระตุกในโรคหืด ไอกรน เช่น น้ำมันเขียว น้ำมันแคโมมิลล์
  4. ระบบประสาท ช่วยให้สงบระงับ เช่น น้ำมันไม้จันทน์ น้ำมันมะกรูด น้ำมันลาเวนเดอร์ ช่วยกระตุ้นประสาท เช่น น้ำมันมะลิ น้ำมันกานพลู น้ำมันสะระแหน่

ข้อควรระวังในการใช้น้ำมันหมอระเหย

  1. ควรเจือจางน้ำมันหมอระเหยก่อนใช้ ไม้ควรให้สัมผัสบริเวณรอบดวงตาและผิวที่อ่อนบาง
  2. ก่อนใช้น้ำมันหอมระเหยควรทดสอบว่าเกิดอาการแพ้หรือไม่
  3. น้ำมัน หอมระเหยบางชนิดทำให้ผิวหนังมีความไวต่อแสดงแดดมากขึ้น เช่นน้ำมันมะกรูด น้ำมันมะนาว จึงควรหลีบเหลี้ยงการถูกแสงแดดหลังจากใช้อย่างน้อย 4 ชั่วโมง
  4. สตรี ระหว่างตั้งครรภ์หลีบกเลี่ยงน้ำมันหอมระเหยต่อไปนี้ คือ น้ำมันโหระพา น้ำมันกานพลู น้ำมันเปปเปอร์มินต์ น้ำมันกุหลาบ น้ำมันโรสรี่ น้ำมันไทม์ น้ำมันจาร์โจแรม น้ำมันวินเทอร์กรีน และน้ำมันเมอร์
  5. ผู้ที่เป็นโรคลมชักและผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยงน้ำมันโรสรี่ น้ำมันเซจ
  6. ควรเก็บน้ำมันหอมระเหยในขวดสีชา ในที่ปลอดภัยห่างจากมือเด็กและเปลวไฟ
  7. ไม่ควรรับประทาน เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์
: กาย
: บทความ
: สุขภาพดี
พรรณภัทร 04 ม.ค. 2553 05 ม.ค. 2553

Saturday, January 2, 2010

ชาเขียวช่วยอารมณ์ดี

อ่าน: 41
ความเห็น: 1

ชาเขียวช่วยอารมณ์ดี

การศึกษาจากญี่ปุ่นพบ คนสูงอายุที่ดื่มชาวันละหลายๆ ถ้วย อารมณ์ดีขึ้น ซึมเศร้าน้อยลง [ Reuters ]

...

อ.ดร.ไกจัน นิว และคณะจากมหาวิทยาลัยโทโฮกุ ญี่ปุ่น ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างอายุ 70 ปีขึ้นไป 1,058 คน

ผลการศึกษาพบว่า คนที่ดื่มชาเขียวอย่างน้อย 4 ถ้วย/วัน มีอาการซึมเศร้าน้อยลง 44% เมื่อเทียบกับคนที่ดื่มไม่เกินวันละ 1ถ้วย

...

การศึกษาอีกหลายรายงานพบ ชาเขียวช่วยลดความรู้สึกร้ายๆ ทางใจออกไป

ผู้ชายอเมริกัน 34% และผู้หญิงอเมริกัน 39% มีอาการโรคซึมเศร้า, ในจำนวนนี้มีอาการหนักประมาณ 20% ในผู้ชาย และ 24% ในผู้หญิง

...

อ.เนียวกล่าวว่า ชาเขียวมีกรดอะมิโน (ส่วนย่อยของโปรตีน) ที่ชื่อ "ตีอานีน (theanine)" ซึ่งเชื่อกันว่า มีฤทธิ์คลายเครียดได้

การ ศึกษาอื่นๆ พบว่า ชา-กาแฟมีส่วนช่วยลดเสี่ยงเบาหวาน, ชาดำ (ชาฝรั่งหรือชาจีน) มีส่วนช่วยลดเสี่ยงสโตรค (stroke) หรือกลุ่มโรคหลอดเลือดสมองแตก-ตีบตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต

...

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

...

ติดตามบล็อกของเราได้ทางทวิตเตอร์ > [ Twitter ]

ที่มา

  • Thank Reuters > Feeling old and blue? Green tea may help. December 18, 2009. / Source > American Journal of Clinical Nutrition, December 2009
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. > 19 ธันวาคม 2552.
  • ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแล ท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.
หมวดหมู่: การแพทย์ สุขภาพ สุขภาวะ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: อา. 20 ธ.ค. 2552 @ 20:51 แก้ไข: อา. 20 ธ.ค. 2552 @ 20:51

ความเห็น

1.
P
พันตำรวจโทสุพจน์ มัจฉา
เมื่อ อา. 20 ธ.ค. 2552 @ 20:54
#1748791 [ ลบ ]

สวัสดีครับ แวะเข้ามาเยี่ยมเยียน

ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆ ที่ได้รับคืนนี้ด้วยนะครับ

ชื่อ: นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
อีเมล: frxbaby@yahoo.com
IP แอดเดรส: 119.31.14.215
ข้อความ:
เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ

ยกเลิก หรือ ดูตัวอย่างก่อนบันทึก หรือ

บันทึกอื่นๆ

Thursday, December 31, 2009

ข้าวกล้องลดเสี่ยงความดันเลือดสูง [EN]

ข้าวกล้องลดเสี่ยงความดันเลือดสูง [EN]

การศึกษา ก่อนหน้านี้พบ ธัญพืชไม่ขัดสี (whole grains) ลดเสี่ยงความดันเลือดสูงในผู้หญิง, การศึกษาใหม่พบ ธัญพืชไม่ขัดสีลดเสี่ยงความดันเลือดสูงในผู้ชายเช่นกัน [ St. Lourdes Health ]

...

การศึกษา ทำใน กลุ่มตัวอย่างผู้ชายกว่า 31,000 คน ติดตามไป 18 ปี พบว่า ผู้ชายที่กินธัญพืชไม่ขัดสีมากที่สุดเป็นโรคความดันเลือดสูงน้อยกว่าผู้ชาย ที่กินน้อยที่สุด

อ.ดร.แก รี เบิร์ค ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ แห่งศูนย์การแพทย์ลอร์เดสกล่าวว่า 1/3 ของผู้ใหญ่มีโอกาสเป็นโรคความดันเืลือดสูง (ความดันเลือดสูงกว่า 140/90) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจ สโตรค (stroke = กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองแตก-ตีบตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต), ไตเสื่อมสภาพ, ไตวาย และโรคภัยไข้เจ็บอีกหลายอย่าง

...

กลไกที่ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท (เติมรำ), ข้าวโอ๊ต, ปอปคอร์น ฯลฯ ลดเสี่ยงโรคความดันเลือดสูงได้แก่

(1). มี เส้นใย (ไฟเบอร์) สูงกว่า ทำให้เกิดความรู้สึกอิ่ม (feeling of fullness) ได้มากกว่าข้าวขาว-แป้งขัดสี ทำให้ลดเสี่ยงอ้วน และน้ำหนักเกิน

(2). มีแร่ธาตุดีๆ เช่น แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฯลฯ, วิตามิน, สารพฤกษเคมี (สารคุณค่าพืชผัก) สูง

...

รัฐบาลกลางสหรัฐฯ แนะนำให้คนอเมริกันกินธัญพืชไม่ขัดสีอย่างน้อยวันละ 3 ส่วนบริโภค

1 ส่วนบริโภคเทียบเท่าข้าวกล้อง 1 ทัพพีเล็ก (= 1/2 ถ้วยมาตรฐาน = 120 กรัม), ขนมปังโฮลวีท 1 แผ่น, ข้าวโอ๊ตสุก 1/2 ถ้วยมาตรฐาน = 120 กรัม

...

อาหารที่ ช่วย ลดเสี่ยงความดันเลือด (DASH) ได้แก่ อาหารที่มีผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้กรองกาก), ผัก, ธัญพืชไม่ขัดสี, ปลา, สัตว์ปีก เช่น ไก่ ฯลฯ, นัท (เมล็ดพืชเปลือกแข็ง กระเทาะเปลือก เช่น อัลมอนด์ ฯลฯ), ถั่ว-พืชตระกูลถั่ว, และนมไขมันต่ำ-นมไม่มีไขมันพอประมาณ

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

...

ภาษาอังกฤษสบายๆ สไตล์เรา

ต้นฉบับเรื่องนี้คือ 'Men: Unlock the secrets of whole grains' = "ผู้ชาย (หมายถึงสุขภาพผู้ชาย): ปลดล็อค (un- = ไม่; lock = ล็อค ปิด; unlock = ปลดล็อค ไขกุญแจ เปิดโปง เปิดเผย เปิดความลับ) ความลับ (secret = ความลับ) ของธัญพืชไม่ขัดสี (whole = ; grain = เมล็ดพืช; whole grain = ธัญพืชไม่ขัดสีั ซึ่งมีรำข้าว และจมูกข้าว)"

...

คลิกลิ้งค์ > คลิกลำโพง-ธงชาติ > ฟัง-ออกเสียงตามเจ้าของภาษา 3 รอบ เพื่อให้จำศัพท์ได้ถูกต้องและเร็ว

ย้ำเสียงหนัก (accent) ที่พยางค์แต้มสี กรณีมีตำแหน่งย้ำเสียง 2 ตำแหน่ง, ตำแหน่งที่ย้ำเสียงหนักกว่า คือ พยางค์ที่ใช้ตัวอักษรตัวหนา

...

@ [ unlock ] > [ อั่น - ลอค - k ] > http://www.thefreedictionary.com/unlock > verb = ไขกุญแจ เปิดเผย เปิดโปง ปลดล็อค

@ [ secret ] >[ ซี่ - เขร็ท - t ] > http://www.thefreedictionary.com/secret > noun = ความลับ เคล็ดลับ

...

ติดตามบล็อกของเราได้ทางทวิตเตอร์ > [ Twitter ]

ที่มา

  • Thank St. Lourdes Health > Men: Unlock the secrets of whole grains. December 2009. / Source > Am J Clinical Nutrition. & www.health.gov/DietaryGuidelines
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. > 23 ธันวาคม 2552.
  • ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแล ท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.
หมวดหมู่: การแพทย์ สุขภาพ สุขภาวะ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: พ. 23 ธ.ค. 2552 @ 20:50 แก้ไข: พ. 23 ธ.ค. 2552 @ 20:50

ความเห็น

ไม่มีความเห็น
ชื่อ: นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
อีเมล: frxbaby@yahoo.com
IP แอดเดรส: 119.31.14.215

Tuesday, December 29, 2009

ว่าด้วยเรื่อง "สุวคนธบำบัด"

ว่าด้วยเรื่อง "สุวคนธบำบัด"

สุวคนธบำบัด (Aromatherapy)

ใน ปัจจุบันมนุษย์เริ่มหันมาเอาใจใส่ต่อสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะวิธีใดที่ทำให้สุขภาพกาย สุขภาพใจดี จะแสวงหามาสู่ตนเองเสมอ ปรกอบกับกระแสความนิยมในการกลับสู่ธรรมชาติมีมากขึ้น คนเราจึงพยายามปรับตัวเองเข้าสู่ธรรมชาติให้มากที่สุด สุวคนธบำบัดหรือ Aromatherapy เป็นวิธีการรักษาอีกทางเลือกหนึ่งที่นำพืชหรอสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมมาใช้ ประโยชน์ในการรักษาทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ที่จริงแล้วสุวคนธบำบัดมีการใช้กันมานานและหยุดความนิยมลงช่วงหนึ่งก่อนที่ จะกลับมาได้รับความนิยมสนใจอีกครั้งในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา

Aromatherapy มาจากคำว่า Aroma ซึ่งแปลว่า กลิ่นหอม และ therapy หมายถึงการบำบัดรักษา Aromatherapy หรือ สุวคนธบำบัด จึงหมายถึง การบำบัดรักษาด้วยกลิ่นหอม โดยที่กลิ่นหอมนี้ส่วนใหญ่ได้จากน้ำมันหอมระเหย (essential oil) ที่สกัดได้จากส่วนต่างๆของพืชเช่น จาก ดอก ใบ ราก ผล เปลือกไม้ ยางไม้ หรือเรซิน เป็นต้น อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือได้ว่าสุวคนธบำบัด สามารถรักษาโรคต่างๆได้จริง เมื่อเทียบกับการรักษาด้วยยา แต่อาจส่งผลทางด้านจิตใจซึ่งไปมีผลกระทบต่อระบบการทำงานของร่างกายได้ไม่มาก ก็น้อย
ประวัติความเป็นมา

ชาวอียิปต์เป็นชาติแรกที่รู้จักนำ เครื่องหอมมาใช้ประโยชน์ ส่วนใหญ่ใช้ในพิธีบูชาเทพเจ้า โดยการนำยางไม้หรือเรซินที่มีกลิ่นหอม ได้แก่ แฟรงคินเซนต์ (frankincense) มาเผาเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งอาทิตย์ (Ra) และนำเมอร์ (myrrh) มาเผาเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งพระจันทร์ และพบว่ามีการนำพืชหอมหลายชนิดมาในการเก็บรักษามัมมี่ เช่น อบเชย (cinnamon) เทียนข้าวเปลือก (dill seed) โหระพา (sweet basil) ลูกผักชี (coriander seed) ซึ่งพืชเหล่านี้มีน้ำมันหอมระเหยที่มีคุณสมบัติ ในการฆ่าเชื่อโรคได้ดี ต่อมาชาวกรีกได้นำน้ำมันหอมระเหยมาประยุกต์ใช้ทั้งทางด้านการแพทย์ และเครื่องสำอาง แล้ถ่ายทอดศาสตร์แห่งการใช้กลิ่นบำบัดรักษาโรคแก่ชาวโรมัน ต่อมาชาวโรมันจึงได้นำเครื่องหอมไปใช้ในชีวิตประจำวันและในพิธีกรรม และพัฒนาความรู้นี้ผสมผสานเข้ากับศาสตร์แขนงอื่น เช่น การนวด โดยผสมเครื่องหอมลงในน้ำมันสำหรับทาตัว และนวดตัวหลังอาบน้ำ ผสมเครื่องหอม ลงในอ่างน้ำ ฯลฯ และเมื่ออาณาจักรโรมันล่มสลายจึงทำให้ไม่มีการใช้น้ำมันหอมระเหยอีก แต่พบหลักฐานว่ามีการนำน้ำมันหอมระเหยมาใช้รักษาโรค ในประเทศแถบอาหรับ อริโซน่า หมอชาวอาหรับ เป็นผู้ค้นพบวิธีการกลั่นน้ำมันหอมระเหยเป็นครั้งแรก และนำหลักการนี้ไปสอนในมหาวิทยาลัยในประเทศสเปน ความรู้ทางด้านน้ำมันหอมระเหยจึงได้แพร่มาสูยุโรป ต่อมา ราเนอ โมริซ กาทฟอส (Rane Maurice Gattefosse) นักเคมีชาวฝรั่งเศสได้ค้นพบประสิทธิภาพของน้ำมันหอมระเหยโดยบังเอิญ โดยที่ขณะเขาทำการทดลองในห้องปฏิบัติการ เกิดอุบัติเหตุไฟลวกมือ ด้วยความตกใจจึงเอามือไปปัดถูกขวดน้ำมันลาเวนเดอร์ทำให้น้ำมันลาเวนเดอร์หด รดมือที่ถูกไฟลวกนั้น เขาได้พบว่าแผลไฟลวกที่มือนั้นหายเร็วกว่าปกติ และมีรอยแผลเป็นน้อยมาก จากนั้นเขาจึงเริ่มกันมาสนใจค้นคว้าเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหยชนิดอื่นๆเพิ่ม เติมทั้งประโยชน์ทางด้านการแพทย์และเครื่องสำอางและเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำ ว่า Aromatherapy เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1928

ประเภทของสุวคนธบำบัด

สุวคนธบำบัด สามารถแบ่งตามการนำไปใช้ได้ดังนี้

  1. สุว คนธบำบัดสำหรับใช้เป็นเครื่องสำอาง (Cosmetic Aromatherapy) เป็นการใช้น้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในรูปของ ครีมบำรุงผิว โทนเนอร์ แชมพู ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า หรือจะเป็นการใช้น้ำมันหอมระเหยในการอาบน้ำ โดยหยดน้ำมันหอมระเหยประมาณ 6-8 หยดลงในอ่างแช่ตัวประมาณ 20 นาที ความร้อนจากน้ำอุ่นจะช่วยเพิ่มการซึมผ่านผิวหนังและได้สูดดมกลิ่นของน้ำมัน หอมระเหยในขณะเดียวกัน
  2. สุวคนธบำบัดสำหรับการนวด (Massage Aromatherapy) เป็นการนำน้ำมันหอมระเหยมาใช้ในการนวด วิธีนี้เป็นวิธีมีประสิทธิภาพมากเพราะเป็นการใช้น้ำมันหอมระเหยประกอบกับการ นวดสัมผัสทำให้น้ำมันหอมระเหยซึมผ่านผิวหนังได้ดี ปกติแล้วการนวดเพียงอย่างเดียวก็ทำให้เรารู้สึกสบายแล้ว เมื่อได้ผสมผสานกับคุณสมบัติพิเศษของน้ำมันหอมระเหยด้วยแล้ว ยิ่งทำให้การนวดนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วิธีการใช้ก็คือน้ำมันหอมระเหยที่เลือกให้เหมาะกับอาการและอารมณ์ของคนไข้มา เจือจางด้วย carrier oil ปริมาณหอมระเหยที่ใช้จะอยู่ระหว่าง 1-3 % การนวดอาจจะนวดทั้งตัวหรือเฉพาะส่วนของร่างกายที่ทำให้ไม่สบาย เช่น การใช้น้ำมันสะระแหน่ที่เจือจางแล้วนวดท้องตาม
  3. สุวคนธบำบัด สำหรับการสูดดม (Olfactory Aromatherapy) เป็นการสูดดมกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยโดยไม่มีการสัมผัสผ่านผิวหนัง แบ่งเป็น 2 กรณีคือการสูดดมน้ำมันหอมระเหยโดยตรง (Inhalation) และการผสมน้ำมันหอมระเหยลงในน้ำร้อนแล้วสูดไอของน้ำมันหอมระเหยนั้น (Vaporization) วิธีการสูดน้ำมันหอมระเหยโดยตรง สามารถทำได้ง่ายๆก็คือ หยดน้ำสมันหอมระเหย 1-2 หยดลงบนผ้าเช็ดหน้า แล้วสูดดมเช่นเดียวกับที่คนไทยนิยมสูดดมน้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันการบูรเพื่อบรรเทาอาการหวัด ส่วนวิธีสูดดมไอของน้ำมันหอมระเหยนั้นทำได้หลายวิธีเช่น หยดน้ำมันหอมระเหย 2-3 หยดลงในชามที่ใส่น้ำอุ่น ใช้ผ้าคลุมศีรษะและชามแล้วก้มลงสูดดมไอระเหยนั้น พักเป็นระยะๆ วิธีไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบาง และผู้ที่เป็นหอบหืด หรืออีกวิธีหนึ่งอาจใช้เตาหอม (aroma lamp) ลักษณะเป็นภาชนะดินเผาหรือเซรามิค ด้านบนเป็นแอ่งเล็กๆสำหรับในใส่น้ำและมีช่องด้านล่างสำหรับใส่เทียนเพื่อให้ ความร้อน เวลาใช้หยดน้ำมันหอมระเหยลงในน้ำ เมื่อน้ำร้อนจะช่วยส่งกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยให้ฟุ้งกระจายไปทั่งห้อง นอกจากนี้ยังมีวิธีการใช้ในรูปแบบอื่นๆอีก เช่น ธูปหอม เทียนหอม เป็นต้น

ข้อแนะนำถึงวิธีการใช้น้ำมันหอมระเหยทางสุวคนธบำบัด แบ่งออกเป็น 6 วิธี

วิธี ที่ 1 โดยการใช้น้ำมันหอมระเหยผสมกับน้ำ แช่ตัวในอ่างอาบน้ำ วิธีนี้ให้เติมน้ำมันหอมระเหยลงในน้ำอุ่น ที่รองเก็บไว้ในอ่างอาบน้ำ หลังจากนั้นก็กวนให้เข้ากัน ปิดประตูห้องน้ำให้สนิท เพื่อป้องกันไม่ให้กลิ่นระเหยออกไป หลังจากนั้นก็ลงไปแช่ตัวในอ่างอาบน้ำประมาณ 10 นาที พร้อมกันนั้นให้หายใจลึกเพื่อสูดกลิ่นหอมนั้นเข้าไป

วิธีที่ 2 ใช้ในเวลาโดยการตักอาบ หรืออาบจากฝักบัว : วิธีนี้ให้ใช้หยดหรือเทน้ำมันหอมระเหยลงบนผ้า หรือฟองน้ำ หรือลูกบวบที่ใช้ถูตัว ที่เปียกน้ำหมาดๆแล้วถูตัวหลังจากอาบน้ำสะอาดแล้ว

วิธี ที่ 3 ใช้ในการนวดตัว (body massage) : วิธีใช้ นำน้ำมันหอมระเหยที่ผสมกับ base oils (น้ำมัน) เรียบร้อยแล้วมานวดตัว บริเวณที่นวดกันมากได้แก่บริเวณรอบคอ หัวไหล่ วิธีนวดให้ใช้หัวแม่มือ หรือ ฝ่ามือทั้งสองข้าง นวดจากไหล่ไปคอ แล้ววนกลับมาที่บริเวณแขนหรือที่บริเวณหลัง โดยให้หลีกเลี่ยงการนวดบนสันหลัง ให้นวดพร้อมกันทั้งมือ นวดขึ้นไปถึงหัวไหล่ และกดลงมา การนวดบริเวณหน้าท้อง ใช้ฝ่ามือนวดหมุนตามเข็มนาฬิกา การนวดบริเวณขา และเท้าให้นวดจากต้นขาลงถึงเท้า สำหรับสตรีที่ปวดหลังให้นวดจากด้านหลังแล้วอ้อมมาที่สะโพกมายังหน้าท้อง หรือควรจะปรึกษานักกายภาพบำบัด

วิธีที่ 4 การประคบเย็น (Compressed) : ผสมน้ำมันหอมระเหยลงในตัวนำพา ที่เป็นน้ำสะอาดหรือน้ำมันดอกไม้ที่แช่เย็น หลังจากนั้นกวนให้เข้ากัน ใช้ผ้าจุ่มลงไปในน้ำบิดให้หมาดๆแล้วจึงนำมาประกบตามจุดที่ต้องการ

วิธี ที่ 5 การสูดดม (Inhalation) : ห้ามสูดดมโดยตรงจากขวดหรือภาชนะที่บรรจุน้ำมันหอมระเหย เพราะจะทำเกิดอต่อระบบทางเดินหายใจ ต้องนำไปผสมให้เจือจางเสียก่อน

วิธีที่จะสูดดมมี 2 วิธีด้วยกันคือ

  • ให้หยดน้ำมันลงบนกระดาษทิชชู หรือ ผ้าเช็ดหน้า จำนวน 1 หยด แล้วจึงนำมาสูดดม
  • ถ้านำมาผสมกับ base oils เรียบร้อยแล้วก็สามารถสูดดมได้โดยตรง หรือจะหยดลงบนผ้าเช็ดหน้าก็ได้แต่จะทำให้ผ้าเช็ดหน้าเปื้อนมัน

วิธี ที่ 6 การพ่นละอองฝอยในห้อง (Room sprays) : น้ำมันหอมระเหยมาผสมกับน้ำอุ่นๆไม่เกิน 40 เซลเซียส เขย่าให้เข้ากัน แล้วนำมาบรรจุในภาชนะที่มีหัวฉีดพ่นละออง แล้วนำมาพ่นตามความต้องการ

เอกสารอ้างอิง
1. ลลิตา วีระเสถียร.2541.การบำบัดด้วยความหอม .ศรีนครินทรวิโรฒเภสัชสาร.2541;23(1):52-57
2. พิมพร ลีลาพรพิสิฐ.2545.สุวคนธบำบัด.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
3. ประคองสิริ บุญคง.สุวคนธบำบัด.ส่วนวิจัยอุตสาหกรรมเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ องค์การเภสัชกรรม
4. http://www.gpo.or.th/rdi/html/aroma2.html
5. http://www.tistr.or.th/pharma/Aroma_intro.htm
6. http://www.tistr.or.th/pharma/Aroma_class.htm
7. http://healthnet.md.chula.ac.th/text/forum2/sukon/sukontha_2.htm

สำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ
กรมวิทยาศาสตร์บริการ
โทร 0 2201 7132
e-mail : kijtasak@dss.go.th
พฤษภาคม 2551

: กาย
: บทความ
: สุขภาพดี
: สุวคนธบำบัด
พรรณภัทร 04 พ.ย. 2552 04 พ.ย. 2552
ความคิดเห็น (4)

ผมชอบกลิ่นน้ำปรุงครับ หอมดี เป็นน้ำหอมจากภูมิปัญญาไทย ปลอดภัยแน่นอนครับ

Natthapol 04 พฤศจิกายน 2552 - 14:14 (#435)

ชอบกลิ่นหญ้าค่ะ
โดยเฉพาะเวลาที่เขาตัดหญ้า
กลิ่นมันสดชื่นบอกไม่ถูก

กุ้งนาง (202.12.73.5) 04 พฤศจิกายน 2552 - 17:09 (#436)

ดีน่ะที่กลิ่นหญ้า ถ้าชอบกินหญ้า เนี่ยฮาเลย

ชินภัช (61.19.67.36) 05 พฤศจิกายน 2552 - 09:13 (#440)

อย่างนี้ต้องไปสปาบ้างแล้วละ :D

ิวิว (222.123.182.185) 10 พฤศจิกายน 2552 - 16:17 (#468)

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

มะระ

ในมะระมีสารอินซูลินจากธรรมชาติ หากนำมาคั้นรับประทานวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้

อบเชย

สามารถ ช่วยเพิ่มการเผาผลาญกลูโคสในผู้ป่วยเบาหวานได้ การรับประทานอบเชยวันละครึ่งช้อนชา จะช่วยป้องกันอันตรายจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง นอกจากนั้นการดื่มน้ำชาที่แช่ด้วยอบเชย ยังช่วยในเรื่องของการควบคุมน้ำตาลอีกด้วย

ลูกซัค

เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง รับประทานผงลูกซัค 3 กรัมต่อวัน จะช่วยควบคุมโรคเบาหวานได้

ส้มโอ

รับประทานส้มโอ วันละ 3 ผล ดีต่อสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานเช่นกัน

แอมลา

คั้นน้ำจากผลแอมลา ผสมกับน้ำมะระ ติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือน สามารถช่วยป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้

ยิมเนมา

เป็นพืชทางด้านอายุรเวชชนิดหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญแนะให้ผู้ป่วยเบาหวาน รับประทานวันละ 4 กรัมต่อวัน

เมล็ดจามุน หรือ แบล็คเบอร์รี่อินเดีย

การรับประทาน ควรรับประทานครั้งละ 1/4 ช้อนชาผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา

กระเทียมดิบ

ปริมาณที่เหมาะสมคือ 4 กรัม จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

เมล็ดสะเดา

วิธีการรับประทาน ควรทานผงเมล็ดสะเดาครั้งละหยิบมือ

น้ำส้มสายชู

งาน วิจัยหลายชิ้น กว่าวว่า น้ำส้มสายชูสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ หากรับประทานก่อนอาหาร จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลอันเกิดจากแป้งที่รับประทานได้ ควรทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะก่อนอาหาร หรืออาจผสมลงในน้ำสลัดก็ได้

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารใด ๆ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

ที่มา thehealthfitness

: กาย
: ข่าว
: สุขภาพดี
อัมพวรรณ 29 ธ.ค. 2552 29 ธ.ค. 2552

พุทธวิธีการรักษาโรคด้วยโพชฌงค์ : ผลแห่งการปฏิบัติหรือมหัศจรรย์แห่งมนต์คาถา (ตอนที่ ๒)

อ่าน: 38
ความเห็น: 5

พุทธวิธีการรักษาโรคด้วยโพชฌงค์ : ผลแห่งการปฏิบัติหรือมหัศจรรย์แห่งมนต์คาถา (ตอนที่ ๒)

“ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” (อาโรคฺยปรมา ลาภา)

พุทธวิธีการรักษาโรคด้วยโพชฌงค์ : ผลแห่งการปฏิบัติหรือมหัศจรรย์แห่งมนต์คาถา (ตอนที่ ๒) [1]

โพชฌงค์เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคอย่างไร

๑. โพชฌงค์ในทัศนะเป็นผลแห่งการปฏิบัติ

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)[8] ได้กล่าวไว้ว่า หลักโพชฌงค์เป็นหลักปฏิบัติทั่วไป ไม่เฉพาะสำหรับผู้ป่วยเท่านั้น ถ้าวิเคราะห์ดูความหมายของศัพท์ก็จะเห็นว่า "โพชฌงค์" มาจากคำว่า โพชฺฌ กับ องฺค หรือ โพธิ กับ องค์ จึง แปลว่า องค์แห่งการตรัสรู้ พูดตามศัพท์ก็คือ องค์แห่งโพธิ (ญาณ) นั่นเอง หมายถึงองค์ประกอบ หรือหลักธรรมที่เป็นเครื่องประกอบของการตรัสรู้ หรือองค์ประกอบแห่งโพธิญาณ แสดงว่าหลักธรรมนี้สำคัญมาก เพราะเป็นธรรมที่จะช่วยให้เกิดการตรัสรู้ การตรัสรู้นั้นเป็นเรื่องของปัญญา คือ ความรู้ความเข้าใจขั้นที่จะทำให้การตรัสรู้นี้มีความหมายลึกซึ้งลงไป กล่าวคือ

ประการที่ ๑ รู้แจ้งความจริงของสิ่งทั้งหลายเห็นสว่างโล่งทั่วไปหมด ไม่มีจุดหมองจุดมัว เพราะความรู้นั้นชำระใจให้หมดกิเลส ให้บริสุทธิ์ด้วย เพราะฉะนั้น ปัญญาตรัสรู้นี้จึงหมายถึง ความรู้บริสุทธิ์ หรือความรู้ที่เป็นเหตุให้เกิดความบริสุทธิ์

ประการที่ ๒ ปัญญาที่ทำให้การตรัสรู้นี้ทำให้เกิดความตื่น คือเดิมนั้นมีความหลับอยู่ คือมัวเพลิน มัวประมาทอยู่ ไม่ลืมตาลืมใจดูความเป็นจริง และมีความหลงใหล เช่น มีความหมกมุ่นมัวเมา ยึดติดในสิ่งต่างๆ เมื่อปัญญารู้แจ้งความจริงตรัสรู้แล้ว ก็กลายเป็นผู้ตื่นขึ้น พ้นจากความหลับ ความประมาทมัวเมา ความยึดติดต่างๆ พูดสั้นๆว่า ตื่นขึ้นทั้งจากความหลับใหล และความหลงใหล

ประการที่ ๓ จากการที่บริสุทธิ์และตื่นขึ้นมานี้ ก็ทำให้จิตใจของผู้นั้น มีความเบิกบานผ่องใส ปลอดโปร่งโล่งเบา เป็นอิสระ อันนี้คือสภาพจิตที่ดีงาม ถ้าเรียกในสมัยปัจจุบันก็ว่า เป็นสุขภาพจิตที่ดีมากถ้าท่านผู้ใดก็ตาม ได้มีสุขภาพจิตอย่างนี้แล้ว แม้จะไม่ถึงขั้นหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง ก็นับว่าเป็นผู้มีความสุขแล้ว ถ้าเป็นผู้ป่วยไข้ก็เรียกว่า มีสภาพจิตที่เหมือนกับไม่ได้ป่วย อย่างที่เรียกว่า กายป่วย แต่ใจไม่ป่วย หรือ ป่วยแต่กาย ใจไม่ป่วย ดังที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสสอนท่านผู้สูงอายุ ท่านผู้เจ็บป่วยกระเสาะกระแสะ กระสับกระส่ายในวัยชรา ให้ทำใจว่า ถึงแม้กายของเราจะป่วย แต่ใจของเราจะไม่ป่วยด้วย ถ้าทำได้อย่างนี้ ก็จะเป็นจิตใจที่มีความสุข และก็จะช่วยผ่อนคลาย ห่างหายจากโรคนั้น หรืออย่างน้อยก็บรรเทาทุกขเวทนาที่เกิดจากโรคนั้นลงได้ อันนี้คือ การอธิบายความหมายของคำว่า โพชฌงค์ ที่แปลว่า องค์แห่งการตรัสรู้

โพชฌงค์ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ทั้งหมดนำมาซึ่งคุณอันวิเศษ เมื่อพัฒนาเต็มที่จะมีอำนาจในการทำที่สุดแห่งทุกข์ในสังสารวัฏให้สิ้นไป นี่คือคำกล่าวที่มีในพระไตรปิฎก ในที่นี้หมายความว่า วัฎจักรของการเกิดและการตายในเหล่าสัตว์ซึ่งประกอบด้วยสภาวธรรมของรูปและนาม ถึงความสิ้นสุดโดยสิ้นเชิง เมื่อโพชฌงค์เจริญเต็มที่แล้วจะนำผู้ปฏิบัติเข้าสู่พระนิพพาน ในที่นี้โพชฌงค์มีอุปการะแก่ความเข้มแข็งของจิตที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยน แปลงของชีวิต นอกจากนี้ยังช่วยรักษาโรคร้ายทางร่างกายและจิตใจได้ด้วย ทั้ง นี้มิได้รับประกันว่าหากผู้ปฏิบัติเจริญกรรมฐานแล้วจะหายจากโรคทุกโรค แต่ก็เป็นไปได้ว่าการเจริญโพชฌงค์สามารถทำให้อาการป่วยทุเลาลงแม้แต่โรคที่ ไม่อาจรักษาให้หายได้ โรคที่เมื่อบุคคลเจริญโพชฌงค์ด้วยการปฏิบัติแล้วสามารถทำให้อาการป่วยทุเลา ลง พอยกตัวอย่างได้ดังนี้[9]

๑) โพชฌงค์ช่วยขจัดความป่วยทางจิต

โรคทางจิตคือโรคที่เกิดจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ความริษยา ความตระหนี่ ความท้อถอย เป็นต้น เมื่ออาการเหล่านี้ปรากฏขึ้นก็จะทำให้จิตใจไม่แจ่มใส คลุมเครือ ภาวะจิตเช่นนี้เป็นเหตุให้ร่างกายทรุดโทรม ผิวพรรณกลับหมองคล้ำ เมื่อจิตใจถูกครอบงำด้วยพลังในทางลบ เรากลายเป็นคนน่าเบื่อ ไม่มีความสุข และสุขภาพทรุดโทรมคล้ายกับการหายใจเอาอากาศที่มีสารพิษเข้าไป ในทางตรงข้าม หากผู้ปฏิบัติพยายามอย่างแข็งขันในการเจริญสติ กำหนดรู้อารมณ์ให้คมชัดอยู่ทุกขณะ เป็นธรรมชาติอยู่เองที่จิตก็จะเกาะอยู่กับอารมณ์นั้นโดยไม่ฟุ้งซ่านหรือซัด ส่าย สมาธิหรือความตั้งมั่นของจิตจะปรากฏขึ้น จากนั้นจิตจะสะอาดปราศจากนิวรณ์หรืออคติใด ๆ และแล้วปัญญาก็จะเริ่มเบ่งบาน เมื่อสภาวญาณเกิดขึ้นจิตจะบริสุทธิ์มากขึ้นราวกับได้หายใจเอาอากาศบริสุทธิ์ อีกครั้ง หลังจากที่กลับจากเมืองใหญ่ที่มีความพลุกพล่านสติ วิริยะ และธัมมวิจยะ ก่อให้เกิดสมาธิและสภาวญาณตามลำดับ การเกิดสภาวญาณแต่ละขั้น เปรียบเสมือนการได้รับอากาศบริสุทธิ์เข้าไปในร่างกาย สภาวญาณที่ประจักษ์การเกิดดับของสภาวธรรมเป็นการเริ่มต้นของการปฏิบัติที่ดี และลึกซึ้ง อุเบกขาสัมโพชฌงค์ทำให้จิตมีความมั่นคงและสติมีความลึกซึ้งมากขึ้น การเกิดดับของอารมณ์มีความแจ่มชัด และผู้ปฏิบัติหมดความสงสัยในสภาวธรรมที่สามารถสัมผัสได้โดยตรง พลังปัญญาที่แรงกล้าขึ้นโดยฉับพลันนี้อาจทำให้รู้สึกว่าการปฏิบัติไม่ต้อง ใช้ความพยายามมากผู้ปฏิบัติอาจเข้าใจว่าไม่มีตัวตนหรือแม้แต่ผู้ที่ออกแรง พยายาม ปีติและความอิ่มใจเกิดเมื่อผู้ปฏิบัติ ประจักษ์ความบริสุทธิ์ของจิตด้วยตนเองรวมทั้งความลี้ลับของสัจจธรรมที่ เผยออกขณะต่อขณะความสุขที่เปี่ยมล้นตามมาด้วยความสงบนิ่ง และจิตที่ปราศจากความสงสัยและวิตกกังวลในช่วงของความสงบนี้ จิตสามารถจะมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สมาธิยิ่งมั่นคงเมื่อปราศจากสิ่งรบกวน ในการปฏิบัติที่ลึกซึ้งนี้ แม้ว่าปีติและความสุขที่ลึกซึ้งยังคงอยู่ ผู้ปฏิบัติจะมีสภาวจิตที่เป็นกลางอย่างแท้จริง ไม่ถูกพัดพาไปตามกระแสของกามคุณอารมณ์ นอกจากนี้อารมณ์ที่ไม่น่าพอใจก็ไม่รบกวนจิต ผู้ปฏิบัติจะไม่รู้สึกรังเกียจความเจ็บปวดหรือโหยหาสิ่งที่น่าพอใจใด ๆ

๒) ผลการเจริญโพชฌงค์ส่งผลต่อร่างกาย

โพชฌงค์ทั้ง ๗ มีผลต่อร่างกายเช่นเดียวกับจิตใจ เพราะกายกับจิตเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เมื่อจิตมีความบริสุทธิ์โดยมีโพชฌงค์ประคับประคองอยู่ ระบบการหมุนเวียนโลหิตจะทำงานได้ดีขึ้น เม็ดเลือดที่สร้างขึ้นใหม่จะมีความบริสุทธิ์และจะแทรกซึมไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้อวัยวะสะอาดร่างกายมีความคล่องแคล่ว ความสามารถในการรับรู้สูงขึ้น ผิวพรรณผ่องใส ผู้ปฏิบัติบางคนอาจรู้สึกว่ามีแสงออกจากร่างกายของตนเองจนทำให้สว่างไสวเวลา กลางคืน จิตก็เช่นกันจะแจ่มใสมีศรัทธาเข้มแข็งเช่นเดียวกับสัทธาสัมปทาที่เกิดจาก ประสบการณ์โดยตรงของผู้ปฏิบัติ จิตจะเบาและคล่องแคล่วเช่นเดียวกับร่างกายที่บางครั้งรู้สึกเหมือนล่องลอย อยู่ในอากาศ บ่อยครั้งที่ร่างกายหายไปและผู้ปฏิบัติสามารถนั่งได้นานๆ โดยไม่รู้สึกเจ็บปวด

พลังของโพชฌงค์จะส่งผลต่อความเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น วัณโรค โรคความดันโลหิตสูง โรคลำไส้ขด โรคทางเดินปัสสาวะ โรคหัวใจ มะเร็ง และอื่น ๆ โดยเฉพาะในการปฏิบัติในระดับลึกซึ้ง แต่ผลเหล่านี้ไม่ อาจเป็นที่รับประกันได้ หากผู้ปฏิบัติเข้มแข็ง อดทน กล้าหาญ ในการกำหนดสติที่อาการเจ็บปวดที่เกิดจากความเจ็บป่วย หรืออาการบาดเจ็บในอดีต ผู้ปฏิบัติอาจพบการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าอัศจรรย์จากอาการเหล่านี้ ความพยายามอย่างไม่ลดละทำให้อะไรๆ เกิดขึ้นได้ การเจริญสติปัฏฐาน หรือการเจริญโพชฌงค์ อาจให้ผลดีค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกับผู้ป่วยเป็นมะเร็ง มะเร็งเป็นโรคร้ายที่สร้างความเจ็บปวดให้แก่ร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัส ผู้ที่เจริญสติปัฏฐานกรรมฐานได้ก้าวหน้าสามารถทำอาการให้ทุเลาลงโดยการกำหนด สติที่ความเจ็บปวด ไม่ว่าจะรุนแรงเพียงใด ผู้ปฏิบัติจะสามารถตายได้อย่างสงบ มีสติอย่างสมบูรณ์ กำหนดรู้ความเจ็บปวดอย่างเต็มที่ สมบูรณ์ และแม่นยำ ความตายเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดีและประเสริฐ พ.ญ.รุจิราเป็นอีกท่านหนึ่งที่รับรองเรื่องการรักษาโรคมะเร็ง โดยได้เขียนไว้ในหลังสือเรื่อง “โพชฌงค์ องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ พุทธวิธีเสริมสุขภาพและดูแลสุขภาพตนเองแบบองค์รวม ธรรมะประยุกต์สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง” โดยได้เสนอสิ่งที่เรียกว่ายาชุดโพชฌงค์ (Treatment Protocol) ว่าประกอบไปด้วย

ยาชุดแรก คือ สติ ธรรมวิจัย สมาธิ ต้องให้ก่อน และให้ทันทีในช่วงแรกของการเจ็บป่วย

ยาชุดที่ ๒ คือ วิริยะ ปิติ ปัสสัทธิ ต้องให้ตามมา เป็นตัวเสริม และบางส่วนจะเป็นผลจากการออกฤทธิ์ของยาชุดแรก

ยาชุดที่ ๓ คือ อุเบกขา เป็นตัวสุดท้ายที่ผู้ป่วยจะได้รับหากผลหากผลจากยา ๖ ตัวแรกทำงานได้ด้วยดี[10]

จากที่กล่าวมาหากมองพุทธวิธีการรักษาสุขภาพด้วยโพชฌงค์โดยการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่าการเจริญสติปัฏฐานก็ได้ชื่อว่าได้เจริญโพชฌงค์ด้วยเช่นกัน และเมื่อเจริญสติถึงระดับหนึ่งแล้วแน่นอนว่าก็ย่อมเกิดผลต่อสุขภาพนั่นคือ สามารถรักษาโรคได้อย่างไม่ต้องสงสัย

๒. โพชฌงค์ในทัศนะเป็นความมหัศจรรย์แห่งมนต์คาถา

หากวิเคราะห์โพชฌงค์ที่มีต่อการรักษาสุขภาพโดยผ่านการกระทำพิธีกรรม คือการสวดมนต์ก็พอมีเหตุผลสนับสนุนได้ว่า มนุษย์เกือบทุกยุคทุกสมัย มีการท่องคาถาสวดมนต์ประกอบพิธีกรรมต่างๆ มนุษย์อาศัยภาษาและเสียงในการท่องมนต์ การสวดมนต์ในพระพุทธศาสนาเป็นภาษาบาลี ซึ่งมีความเก่าแก่หลายพันปี โดยอาศัยการเปล่งเสียงเป็นภาษาพูดในแบบมุขปาฐะ (Oral Tradition) ซึ่งภาษาบาลีนี้ประกอบด้วยสระผสมผสานอยู่แทบทุกพยางค์ การเปล่งเสียงที่มีพยัญชนะครบสามารถกระตุ้นให้เกิดพลังได้[11] พลังในที่นี้คือพลังสั่นสะเทือน คือ เสียงโอ โฮล (Whole) กระตุ้นหัวใจ เสียงออย จอย (Joy) หรือ สวา หา ยะ กระตุ้นไต เสียงอี ซี (She) กระตุ้นระบบขับถ่าย เช่น การให้เด็กเล็กปัสสาวะ มักจะบอกเด็กว่า ฉี่ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ในภาษาบาลียังมีฐานกรณ์ หรือฐานเสียงอักขระทุกตัว เมื่อเกิดจากฐานใด เสียงก็จะไปกระตุ้นอวัยวะส่วนนั้นๆ การเปล่งเสียงในภาษาบาลีจึงมีพลังสั่นสะเทือน ซึ่งในแง่โยคะแล้ว สามารถกระตุ้นจักรทั้ง ๗ ในตัวเราได้ อาทิคำว่า “โอม” ถือเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ (Secred word) เพราะหากกล่าวคำนี้ออกมาด้วยเสียงสูงและไปต่ำ ผู้กล่าวจะรู้สึกถึงพลังสั่นสะเทือนของเสียงนั้นๆ ไปตามจุดสำคัญของร่างกายนับแต่ก้นกบจนถึงลำคอ และศรีษะ

ดร.ริชาร์ด เกอร์เบอร์ และแอนดรู ไวลด์ กล่าวถึงพลังสั่นสะเทือนที่มนุษย์ได้จากการท่องมนต์ และคาถาว่าเป็นยาวิเศษรักษาโรคได้ จากหนังสือเรื่อง Vibration Medicine กล่าวไว้ว่า โรคภัยที่ส่งผลต่อร่างกายในส่วนใดๆ หากได้รับพลังสั่นสะเทือนถือเป็นการเยียวยาต่ออวัยวะนั้นๆ ดร.แอนดรู ไวลด์ ได้เขียนหนังสือเรื่อง Spontaneous Healing และได้ร่วมทำวิจัยพร้อมกับ ดร.เกเฮนดริก ผู้เขียนเรื่อง Conscious Breathing ทั้งสองได้ข้อสรุปว่า ร่างกายเรามีแนวโน้มที่จะสามารถรักษาตัวเองได้ หากรู้จักใช้พลังกระตุ้นอวัยวะที่มีปัญหาในร่างกาย

คำถามมีอยู่ว่า เมื่อเรากล่าวคำสรรเสริญสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเคารพบูชาผู้ควรบูชาได้แก่ พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์สาวกทั้งหลาย เหตุใดการกล่าวคาถาดังกล่าวจึงนำมาซึ่งความสุขสวัสดิ์ ปกป้องคุ้มครองผู้นั้นได้ อาจอธิบายได้ว่า การเปล่งวาจาที่เป็นสัจจธรรมออกมาเปรียบได้กับการเปล่งแสงสว่างที่ทรงคุณค่า การสวดมนต์จึงนำมาซึ่งความสว่างไสว สามารถปกป้องผู้กล่าว และสรรพสิ่งทั้งหลายได้ ทั้งนี้มีการวิจัยที่น่าจะพิจารณาเกี่ยวโยงกับประเด็นนี้คือ การมีผู้นำน้ำพระพุทธมนต์ไปวิเคราะห์ ว่าอณูของน้ำเป็นเช่นไร ปรากฎว่าโมเลกุลของน้ำที่ได้รับเสียงสวดมนต์มีความสมบูรณ์สวยงาม ขณะที่น้ำที่ตั้งอยู่หน้าโทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ มีความบกพร่องของอณู มีรูปร่างที่ไม่สมบูรณ์ ขาดประสิทธิภาพ คำอธิบายที่ได้จากทดลองนี้คือ อานุภาพของคาถาที่มีพลังหรือการสั่นสะเทือนของคาถาส่งให้อณูในน้ำปรับตัวสู่ ภาวะที่สมบูรณ์ละเอียดอ่อนได้[12]

นอกจากนี้ข้อพิจารณาคือ ในบางครั้งผู้เปล่งบทสวดมนต์ก็ยังไม่เข้าใจในคำกล่าวดีนักแต่เหตุใดจึง สามารถมีประสิทธิผลได้ ทั้งนี้วิเคราะห์ได้ว่า มนุษย์มีความฉลาดยิ่งกว่าสมองคอมพิวเตอร์มนุษย์จะรวบรวมข้อมูลที่ได้รับอยู่ ตลอดเวลาเหมือนข้อมูลที่ใส่ในคอมพิวเตอร์ ความแตกต่างของมนุษย์ในโลกนี้นอกจากครอบครัว เชื้อชาติ ฐานะ และการศึกษา ก็คือ การรับข้อมูลที่ต่างกันออกไป การสวดมนต์ถือเป็นการใส่ข้อมูลที่ดีงามแก่ตัวเรา เพราะเป็นการกล่าวถึงสัจจธรรม และเป็นคำที่กอปรด้วยพลังดังกล่าวแล้วข้างต้น ทั้งนี้การใส่ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพย่อมนำประโยชน์สุขแก่ตน ขณะเดียวกันหากใส่ข้อมูลที่ผิดพลาดย่อมนำความทุกข์ระทมแก่ผู้นั้นๆ ดังนั้นความฉลาดในการเลือกข้อมูลจึงมีความสำคัญยิ่งต่อความสุขสวัสดิ์ของ มนุษย์

นอกจากนี้การสวดมนต์ภาวนา ถือเป็นทางไปสู่การบรรลุธรรม โดยอาศัยสมาธิเป็นพื้นฐานเพราะผู้สวดมนต์จะต้องท่องคาถาที่ยาก จึงต้องมีความตั้งใจมั่น การสวดมนต์อาศัยการมีสมาธิ จิตที่เป็นสมาธิ จิตที่จดจ่อแน่วแน่ และเป็นหนึ่งเดียวในปัจจุบัน ช่วยให้เกิดปัญญาเท่าทัน เข้าใจสรรพสิ่งตามเป็นจริง

หากพิจารณาจากหลักฐานในพระไตรปิฎกจะพบว่า ในพระพุทธศาสนามีพิธีกรรมการรักษาโรคประกอบด้วย ๒ วิธี คือ ๑. การสวดมนต์รักษา คือรตนสูตร โพชฌังคสูตร และคิริมานนทสูตร ๒. การพรมน้ำมนต์เพื่อรักษาไข้ ซึ่งตัวอย่างของการฟังบทสวดโพชฌงค์แล้วหายอาพาธ ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระมหากัสสปะ และพระมหาโมคคัลลานะ ผู้ซึ่งอาพาธ เมื่อได้ฟังโพชฌงค์องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ ก็ได้หายจากอาพาธนั้นทันที พระคิริมานนท์อาพาธหนักได้ฟังสัญญา ๑๐ จากพระอานนท์ อาพาธก็สงบโดยพลัน ซึ่งในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค แสดงไว้ว่า

“สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเวฬุวัน ได้ทราบข่าวว่าพระมหากัสสปะอาพาธ เลยเสด็จไปเยี่ยม เมื่อเสด็จไปถึงที่อยู่ของพระมหากัสสปะ ตรัสถามอาการว่า ดูก่อนกัสสปะยังพอทนได้ไหม พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้ไหม ทุกขเวทนาผ่อนคลายลงหรือกำเริบขึ้น พอทุเลาแล้วหรือยัง ไม่กำเริบแล้วใช่ไหม? พระมหากัสสปะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้ ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้ ทุกขเวทนาของข้าพระองค์กำเริบหนักยังไม่คลายไป ความกำเริบย่อมปรากฏ ความทุเลาไม่ปรากฏ เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงทราบว่าอาการอาพาธของพระมหา กัสสปะอยู่ในขั้นหนักหนาสาหัสจึงทรงแสดงโพชฌงค์อันเป็นองค์ธรรมแห่งการ ตรัสรู้แก่พระมหากัสสปะว่า ดูก่อนกัสสป ะโพชฌงค์ ๗ เหล่านี้เรากล่าวไว้ชอบแล้ว อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน พระมหากัสสปะกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า โพชฌงค์ดีนัก ข้าแต่พระสุคต โพชฌงค์ดีนัก พระมหากัสสปะปลื้มใจ ชื่นชมภาษิตของพระพุทธเจ้า พระมหากัสสปะหายจากอาพาธนั้น”

ในอนาถปิณฑิโกวาทสูตร อนาถปิณฑิกคฤหบดีไม่สบาย เป็นไข้หนัก จึงส่งคนไปกราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบและให้ถวายบังคมแทนตน กับส่งคนไปอาราธนาพระสารีบุตรให้ไปที่อยู่ของตน เพื่อเป็นการอนุเคราะห์ พระสารีบุตรรับนิมนต์แล้วก็ไปเยี่ยมไต่ถามโดยมีพระอานนท์ตามไปด้วย อนาถปิณฑิกคฤหบดีมีทุกขเวทนากล้า พระสารีบุตรจึงกล่าวธรรมสั่งสอน เช่น ท่านพึงสำเนียกว่า จักไม่ยึดถือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และวิญญาณของท่านจักไม่อาศัยตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ ฯลฯ อนาถปิณฑิกคฤหบดีได้ฟัง ก็ร้องไห้ พระอานนท์จึงถามว่า ท่านยังติด ยังอาลัยอยู่หรือ อนาถปิณฑิกคฤหบดีตอบว่า มิได้ติด มิได้อาลัย แต่ไม่เคยได้ฟังธรรมิกถาอย่างนี้ เมื่อทราบว่าธรรมิกถาเช่นนี้ ไม่ได้แสดงแก่คฤหัสถ์ผู้นุ่งผ้าขาว แต่แสดงแก่บรรพชิต จึงขอร้องพระสารีบุตรให้แสดงแก่คฤหัสถ์บ้าง เพราะกุลบุตรที่มีกิเลสน้อยมีอยู่ จะเป็นผู้รู้ธรรมะได้ ไม่ได้ฟังก็จะเสื่อมจากธรรมะไป ท่านแสดงเนื้อหา คือตัวหลักธรรม และธรรมะที่แสดงนั้นเป็นธรรมเกี่ยวกับปัญญา เป็นธรรมะชั้นสูง ซึ่งความจริงก็เป็นเรื่องของการทำใจให้สว่าง สะอาด ผ่องใสเป็นการรักษาใจ เป็นธรรมดาว่ากายกับใจนั้น เป็นสิ่งที่อาศัยกันและกัน พอกายเจ็บป่วย ไม่สบาย คนทั่วไปก็มักจะพานจิตใจไม่สบาย เศร้าหมอง กระวนกระวาย กระสับกระส่ายไปด้วย เริ่มต้นตั้งแต่รับประทานอาหารไม่ได้ ร่างกายเศร้าหมอง ผิวพรรณซูบซีด เป็นสิ่งที่เนื่องอาศัยกันในทางตรงข้าม คือในทางที่ดี ถ้าจิตใจดี สบาย บางทีก็กลับมาช่วยกาย เช่น ในยามเจ็บป่วย ถ้าจิตใจสบาย มีกำลังใจ ผ่องใส เบิกบาน โรคที่เป็นมากก็กลายเป็นน้อย หรือที่จะหายยาก ก็หายง่ายขึ้น ยิ่งถ้ากำลังใจที่ดีนั้นมีมากถึงระดับหนึ่ง ก็ไม่เพียงแต่ทำให้โรคบรรเทาเท่านั้น แต่อาจจะช่วยบำบัดโรคไปด้วยเลย ทั้งนี้ก็อยู่ที่ว่า เราจะทำใจหรือรักษาใจของเราได้มากน้อยแค่ไหน พระพุทธเจ้าและพระมหาสาวกนั้น ท่านมีจิตใจที่พัฒนาให้ดีงามเต็มที่ มีสุขภาพด้านจิตที่สมบูรณ์แล้ว เมื่อถึงเวลาที่ต้องการก็จึงเรียกเอาด้านจิตมาช่วยด้านกายได้เต็มที่ ถ้าไม่เหลือวิสัยของเหตุปัจจัยก็เอาของดีที่มีในใจออกมารักษากายที่เป็นโรค ให้หายไปได้

ส่วนการพรมน้ำมนต์เพื่อรักษาไข้ปรากฏในอรรถกถาธรรมบทดังนี้

“เมืองไพสาลีเมืองหลวงของเจ้าลิจฉวีทั้งหลาย มีพลเมืองมากมาย ได้ประสบทุพภิกขภัยและล้มตาย กลิ่นของซากศพเหม็นกระจายไปไกล พลเมืองถูกคุกคามโดยเชื้อโรคทางระบบหายใจ เจ้าลิจฉวีได้ทูลอาราธนาพระ พุทธเจ้า เพื่อเสด็จเยือนพระนคร พระพุทธเจ้าทรงรับคำอาราธนาและได้เสด็จไปพร้อมกับพระสาวก ๕ รูป ไม่นานเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงเขตเมืองไพสาลี ก็ได้เกิดฝนตกห่าใหญ่ พระพุทธองค์เสด็จเสด็จมาถึงในตอนเย็น พระพุทธองค์ตรัสให้พระอานนท์สวดรตนสูตรใน ๓ ด้านของกำแพงเมือง พระอานนท์เรียนรตนสูตรจากพระโอฐของพระพุทธเจ้า รับน้ำจากบาตรหินของพระพุทธเจ้า และไปยืนที่ประตูเมือง เมื่อพระอานนท์สวดว่า ยงฺกิญฺจิ และพรมน้ำมนต์ หยดน้ำที่พุ่งเข้าไปในอากาศแล้วตกลงมาถูกคนป่วยเหล่านั้น ความเจ็บป่วยของคนเหล่านั้นก็หายทันที”

จากหลักฐานทั้งทางวิทยาศาสตร์และหลัก ฐานในพระไตรปิฎกจึงสามารถสรุปได้ว่า การสวดมนต์นั้นก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้หายจากโรคได้เช่นกัน แต่สิ่งสำคัญยิ่งก็คือการใช้กายนี้เพื่อเป็นเครื่องมือให้เข้าถึงธรรมะ ดังที่พุทธทาสภิกขุกล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าเป็นสุดยอดของนักเศรษฐกิจ เป็นผู้ที่ทำสิ่งที่ไม่มีค่าให้มีค่าที่สุด สิ่งที่มีค่าน้อย ให้มีค่ามากโดยไม่ต้องทำลายทรัพยากรใดๆ ในโลก พระพุทธองค์ประพฤติกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน สอนกลางดิน อยู่กลางดิน ตายกลางดิน เรียกว่าอยู่อย่างธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด[13] นี่คือพระบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ของโลก จึงกล่าวได้ว่าร่างกายของมนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด เมื่อมนุษย์ปฏิบัติต่อร่างกายอย่างถูกต้องโดยการพิจารณาร่างกายจนสามารถเห็น ธรรมะได้ การมีชีวิตที่ดี หรือมีสุขภาพที่ดี มิใช่เป้าหมาย(end) เพราะอาจจะทำให้คนลุ่มหลงในสุขภาพร่างกายได้ แต่เป็นเพียง (mean) คือเป็นเพียงเครื่องมือแห่งการปฏิบัติขัดเกลาตนเอง (จิตใจ) ให้เห็นธรรม นี่คือท่าทีที่สำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา

สรุป

พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การรักษาโรคทางใจแก่ชาวโลก ทำให้พระพุทธองค์ทรงได้รับการสรรเสริญจากสาวกของ พระองค์ว่าเป็นแพทย์ของชาวโลกทั้งมวล (สพฺพโลกติกิจฺฉโก) ซึ่งแนวคิดเรื่องสุขภาพนั้นปรากฎหลักฐานมากมายในพระ ไตรปิฎก เช่นในอังคุตตรนิกาย กล่าวไว้ว่า โรคในพุทธศาสนานั้น มี ๒ ชนิด คือ ๑. โรคทางกาย (กายิโก โรโค) ๒. โรคทางใจ (เจตสิโก โรโค) โทณปากสูตร ทรงแนะนำวิธีการป้องกันโรคอันเกิดจากการบริโภคอาหารที่มากเกินความจำเป็น แต่หลักการที่สำคัญเกี่ยวกับการป้องกัน และรักษาสุขภาพ คือ หลักโพชฌงค์ทั้ง ๗ ซึ่งเป็นองค์แห่งการรู้แจ้ง ซึ่งเป็นการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชน หรือผู้สนใจในเรื่องสุขภาพ จึงควรเจริญสติที่ระลึกรู้เท่าทันสภาวธรรมปัจจุบันภายในกายกับจิต มีปัญญาหยั่งเห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง มีความเพียรในการปฏิบัติธรรม มีปีติความอิ่มใจ มีปัสสัทธิสงบกาย สงบใจ มีสมาธิตั้งมั่นในสภาวธรรมปัจจุบัน และมีอุเบกขาวางเฉยโดยตามรู้สิ่งที่จิตรับรู้ได้สม่ำเสมอ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะสามารถประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม เมื่อมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมแล้วก็ย่อมส่งผลต่อสุขภาพไปโดยปริยาย เนื่องจากจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว เมื่อจิตดี กายย่อมจะดีด้วยเป็นธรรมดา แต่อย่างไรก็ตาม แม้เพียงการสวดโพชฌังคปริตร ก็สามารถรักษโรคได้เช่นกัน เพราะการสวดมนต์คือสื่อของภาษา คาถาที่เปล่งออกมามีพลังในตัวเอง เพราะเป็นคำที่มีอักขระต่างๆ ยังให้เสียงที่เปล่งออกมาสะเทือนไปยังอวัยวะต่างๆ ในร่างกายและสามารถรักษาอวัยวะที่เจ็บป่วยได้ ด้วยพลังนี้ นอกจากนี้ความหมายของคาถายังเป็นสัจจธรรม มีอานุภาพในตัวเองเปรียบดังแสงสว่างที่เอื้อให้เห็นสรรพสิ่งได้ การสวดมนต์ย่อมยังผลต่อผู้สวดและมีผลต่อสรรพสิ่งที่เกี่ยวข้องดังได้พรรณามา แล้ว เพราะเป็นการรู้จักป้อนข้อมูลที่ดีแก่ตนเอง มีพลานุภาพก่อให้เกิดพลังด้านบวกโดยรับข้อมูลจากคาถาต่างๆ ก็ย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพได้เช่นกัน[14] อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องสุขภาพก็คือ การใช้ความเป็นผู้มีสุขภาพดีเป็นเครื่องมือในการฝึกหัดขัดเกลาตนเองให้ สามารถบรรลุธรรมในทางพระพุทธศาสนาได้ ผู้เขียนเชื่ออย่างสนิทใจว่า พุทธวิธีการรักษาโรคด้วยโพชฌงค์นั้นหากปฏิบัติได้จริงสามารถเยียวยารักษาโรค ได้อย่างแน่นอน แต่การสวดมนต์หรือเจริญพุทธมนต์นั้นจะช่วยได้ก็เพียงบรรเทา ดังคำกล่าวที่ว่า “สวดมนต์เป็นยาทา (บรรเทา) วิปัสสนาเป็นยาแก้”

บรรณานุกรม

โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย MCUTRAI VERSION ๑.๐

ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์, ธัมมิกเศรษฐศาสตร์ : ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สังคมของชาวพุทธ, กรุงเทพมหานคร: มิตรนราการพิมพ์, ๒๕๓๑

พ.ญ. รุจิรา. โพชฌงค์ องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ พุทธวิธีเสริมสุขภาพและดูแลสุขภาพตนเองแบบองค์รวม ธรรมะประยุกต์สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง. ม.ป.ม.

พระกัมมัฏฐานาจริยะ อู บัณฑิตาภิวังสะ. รู้แจ้งในชาตินี้. กรุงเทพฯ : สหธรรมิก. ๒๕๔๙.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) . โพชฌงค์ พุทธวิธีเสริมสุขภาพ. กรุงเทพ ฯ : พิมพ์สวย. ๒๕๕๐.

พระสิงห์ทน นราสโภ. พลังรังษีธรรม . กรุงเทพฯ : ส.น.พ. โลกทิพย์, ๒๕๔๓

ฟูจิโมโต้ โนริยูกิ. น้ำประจุพลังบำบัดโรค. พิมพ์ครั้งที่ ๒ . กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์รวมทรรศน์, ๒๕๔๗

รศ.จุฬาทิพย์ อุมะวิชนี. ตำนานบทสวดมนต์และคำแปล. กรุงเทพฯ: วิทยาการพิมพ์. ๒๕๕๑ .


[1] อุทัย สติมั่น ป.ธ.๗, พธ.บ.(เศรษฐศาสตร์) รุ่น ๔๓, M.B.A. (การจัดการ), นิสิตปริญญาเอก รุ่น ๖ บัณฑิตวิทยาลัย มจร., อาจารย์ประจำ ม.ราชภัฏสวนดุสิต.

[2] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ม.ม. ๑๓/๒๑๖/๒๕๔, ขุ.ธ. ๒๕/๒๐๔/๙๖ (มาคัณฑิยสูตร)

[3] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ม.ม. ๑๓/๓๔๔/๔๑๖- ๔๑๗ (โพธิราชกุมารสูตร)

[4] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในสํ.มู. ๑๗/๑/๒ (นกุลปิตุสูตร)

[5] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในสํ.มหา. ๑๙/๕๑๑/๓๒๒ (ชราธัมมสูตร)

[6] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน สํ.ส. ๑๕/๑๒๔/๑๔๕-๖ (โทณปากสูตร)

[7] พระกัมมัฏฐานาจริยะ อู บัณฑิตาภิวังสะ. รู้แจ้งในชาตินี้. (กรุงเทพฯ : สหธรรมิก. ๒๕๔๙ ). หน้า ๑๓๙ – ๒๕๑.

[8] โปรดดูรายละเอียดใน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) . โพชฌงค์ พุทธวิธีเสริมสุขภาพ. (กรุงเทพ ฯ : พิมพ์สวย. ๒๕๕๐). หน้า ๖ - ๒๗.

[9] พระกัมมัฏฐานาจริยะ อู บัณฑิตาภิวังสะ. รู้แจ้งในชาตินี้. (กรุงเทพฯ : สหธรรมิก. ๒๕๔๙).

[10] พ.ญ. รุจิรา. โพชฌงค์ องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ พุทธวิธีเสริมสุขภาพและดูแลสุขภาพตนเองแบบองค์รวม ธรรมะประยุกต์สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง. ม.ป.ม.

[11] พระสิงห์ทน นราสโภ. พลังรังษีธรรม . (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โลกทิพย์, ๒๕๔๓) หน้า ๑๕.

[12] ฟูจิโมโต้ โนริยูกิ. น้ำประจุพลังบำบัดโรค. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์รวมทรรศน์, พิมพ์ครั้งที่ ๒, ๒๕๔๗) หน้า ๒๓.

[13] ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์, ธัมมิกเศรษฐศาสตร์ : ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สังคมของชาวพุทธ, (กรุงเทพมหานคร: มิตรนราการพิมพ์, ๒๕๓๑), หน้า ๘.

[14] รศ.จุฬาทิพย์ อุมะวิชนี. ตำนานบทสวดมนต์และคำแปล. (กรุงเทพฯ: วิทยาการพิมพ์. ๒๕๕๑ ). หน้า ๑ – ๖.

หมวดหมู่: การแพทย์ สุขภาพ สุขภาวะ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: อา. 27 ธ.ค. 2552 @ 00:55 แก้ไข: อา. 27 ธ.ค. 2552 @ 01:05

ความเห็น

1.
P
New.ครูบันเทิง
เมื่อ อา. 27 ธ.ค. 2552 @ 07:47
#1761686 [ ลบ ]

สวัสดีค่ะ ไม่อยากมีโรคเหมือนกันค่ะ

2.
30
พระมหาแล ขำสุข(อาสโย) [IP: 113.53.28.206]
เมื่อ อา. 27 ธ.ค. 2552 @ 07:52
#1761693 [ ลบ ]

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๓

ขอให้คุณศิษย์ตถาคตและครอบครัวมีความสุขดังบทบาลีที่ว่า เต อัตถลัทธา สุขิตา วิรุฬหา พุทธสาสเน อโรคา สุขิตา โหถะ สหสัพเพหิ ญาติภิ. ขอให้ครอบครัวของท่านพร้อมด้วยหมู่ญาติ จงประสบสุขในสิ่งที่ปรารถนา มีสุขภาวะที่สมบูรณ์ปราศจากโรคภัยและเจริญงอกงามไพบูลย์ในพุทธธรรมตลอดไป เทอญ.

3.
P
ศิษย์ตถาคต
เมื่อ อา. 27 ธ.ค. 2552 @ 08:08
#1761705 [ ลบ ]

นมัสการครับพระอาจารย์มหาเล ถือเป็นพรปีใหม่ที่ประเสริฐมากครับ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยจงบันดาลให้พระอาจารย์มีความสุข และเจริญรุ่งเรืองในพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกันครับ

4.
P
ศิษย์ตถาคต
เมื่อ อา. 27 ธ.ค. 2552 @ 08:12
#1761709 [ ลบ ]

สวัสดีปีใหม่เช่นเดียวกันครับ ครูบันเทิง คงมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนมุมมองชีวิต เพื่อสร้างสรรค์สังคมช่วยกันนะครับ

5.
P
ธรรมฐิต
เมื่อ อา. 27 ธ.ค. 2552 @ 09:02
#1761806 [ ลบ ]

แวะมาเรียนรู้กับอาจารย์ขอรับ..

เอวํ โหตุ..

พุทธวิธีการรักษาโรคด้วยโพชฌงค์ : ผลแห่งการปฏิบัติหรือมหัศจรรย์แห่งมนต์คาถา (ตอนที่ ๑)

พุทธวิธีการรักษาโรคด้วยโพชฌงค์ : ผลแห่งการปฏิบัติหรือมหัศจรรย์แห่งมนต์คาถา (ตอนที่ ๑)

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดูเหมือนว่า บุคคลทั้งหลายสามารถพ้นจากโรคทางกายได้ เป็นเวลา ๑ ปีบ้าง ๒ ปีบ้าง ๓ ปีบ้าง ๔ ปีบ้าง ๕ ปีบ้าง ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง ๕๐ ปีบ้าง...หรือแม้ยิ่งกว่า ๑๐๐ ปีบ้าง แต่ว่าในโลกนี้ บุคคลที่พ้นจากโรคทางใจแม้เพียงชั่วครู่ยามมีน้อยนัก นอกจากบุคคลที่พ้นจากกิเลสทั้งหลาย (คือ พระอรหันต์)”

พุทธวิธีการรักษาโรคด้วยโพชฌงค์ : ผลแห่งการปฏิบัติหรือมหัศจรรย์แห่งมนต์คาถา [1]

บทนำ

ในยุคโลกาภิวัตน์ที่ความเจริญทางด้านวัตถุได้รุดหน้าไปไกลและรวดเร็วมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเทคโนโลยีที่คอยบำเรอความสุขทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดูไปแล้วคนในยุคปัจจุบันน่าจะมีความสุข และความสบายมากกว่าแต่ก่อน แต่ตรงกันข้ามกลับมีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ใจในรูป แบบต่างๆ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล ความเบื่อหน่าย ความท้อแท้ ความคับข้องใจ เป็นต้น ทำให้สุขภาพกาย และสุขภาพจิตอ่อนแอ ทรุดโทรมหรือแปรปรวนจนเกิดเป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย สิ่งที่น่าสนใจก็คือเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วพระพุทธศาสนาจะมีทางออกต่อประเด็น ปัญหาสุขภาพอย่างไร ข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้นได้ชี้ให้เห็นว่าในพระพุทธศาสนา ให้ความสำคัญกับสุขภาพอย่างยิ่ง ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” (อาโรคฺยปรมา ลาภา)[2] ใน พระพุทธศาสนา กล่าวถึงการมีสุขภาพดีก็คือการไม่มีโรคทั้งทางกาย และทางใจ ถ้ามนุษย์ไม่มีสุขภาพดี จะไม่สามารถปฏิบัติบทบาทของตนเองได้อย่างสมบูรณ์ รวมทั้งสามารถปฏิบัติพันธะทางศีลธรรมของตนได้โดยไม่เสีย ดังปรากฎในโพธิราชกุมารสูตรว่า องค์ของภิกษุผู้มีความเพียรในพระพุทธศาสนานั้น ภิกษุจะต้องเป็นผู้มีสุขภาพดี มีโรคาพาธน้อย ประกอบด้วยไฟธาตุสำหรับย่อยอาหารสม่ำเสมอ ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก ปานกลางพอเหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร[3] แต่อย่างไรก็ตามความเจ็บป่วยถือเป็นมรดกกรรมอย่างหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนจะ ต้องประสบพบเจออย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก จะแตกต่างก็เพียงจะช้าหรือเร็ว จะมากหรือน้อยเท่านั้น บทความนี้ผู้เขียนต้องการเสนอท่าทีของพระพุทธศาสนาที่มีต่อประเด็นปัญหา เรื่องสุขภาพ รวมถึงแนวทางในการแก้ปัญหา หรือการรักษาโรคหากมีโรคภัยเบียดเบียนเกิดขึ้น ซึ่งหลักธรรมที่สำคัญของพระพุทธศาสนาที่ใช้ในการรักษาสุขภาพที่สำคัญอย่าง หนึ่ง ก็คือหลักโพชฌงค์ ๗ ประการ ซึ่งเป็นองค์ธรรมเพื่อการตรัสรู้ ประเด็นที่ผู้เขียนสนใจก็คือ โพชฌงค์นั้นเกี่ยวข้องกับการรักษาโรคได้อย่างไร และหากเกี่ยวข้องจริง การรักษาโรคด้วยโพชฌงค์นั้นจะเป็นผลของการปฏิบัติธรรมขั้นสูง ซึ่งเป็นการรักษาโรคอย่างถาวร ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสความหมายไว้ว่า ความไม่มีโรคในพระพุทธศาสนานั้น ก็คือ การนิพพาน อันเป็นการแก้โรคทางใจ ได้แก่ เจตสิกทุกข์ ได้อย่างเด็ดขาด หรือยังทรงหมายถึงโรคทั่วๆ ไปคือโรคทางกาย คือ กายิกทุกข์ก็สามารถรักษาได้ด้วยการปฏิบัติตามหลักโพชฌงค์ ๗ ประการ อีกอย่างหนึ่งการหายจากโรคหากไม่ได้เกิดจากผลของปฏิบัติแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่าเกิดด้วยความมหัศจรรย์แห่งมนต์ หรือคาถาที่เรียกว่าโพชฌังคปริตร ดังปรากฎหลักฐานในคัมภีร์พระไตรปิฎก ส่งผลก่อให้เกิดความเชื่อเป็นพุทธศาสนาแบบชาวบ้าน รวมถึงเป็นที่มาของการประกอบพิธีกรรมแปลกๆ มากมายของพระสงฆ์บางรูปที่ใช้การสวดมนต์ด้วยมุ่งหวังว่าจะช่วยรักษาโรคได้ ขณะเดียวกันก็ไม่มีอะไรเป็นเครื่องรับประกันว่าจะรักษาโรคได้จริง นอกจากนี้ยังไม่สามารถอธิบายบทสวดเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติตามคำสอนในบทสวดได้ ทำให้พระพุทธศาสนาในประเทศไทยเป็นพระพุทธศาสนาในรูปแบบพิธีกรรมเสียเป็นส่วน มากดังที่ปรากฎให้เห็นอยู่โดยทั่วไป

วิธีการดูแลสุขภาพในพระไตรปิฎก

เป้าหมายสำคัญในการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า คือ การให้การรักษาโรคทางใจแก่ชาวโลก ข้อนี้คือเหตุผลที่ว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงได้รับการสรรเสริญจากสาวกของ พระองค์ว่าเป็นแพทย์ของชาวโลกทั้งมวล (สพฺพโลกติกิจฺฉโก) ซึ่งแนวคิดเรื่องสุขภาพนั้นปรากฎหลักฐานมากมายในพระ ไตรปิฎก อย่างไรก็ตามขอยกตัวอย่างหลักฐานในพระสูตรที่สำคัญเพียงเล็กน้อย เช่นในอังคุตตรนิกาย กล่าวไว้ว่า โรคในพุทธศาสนานั้น มี ๒ ชนิด คือ ๑. โรคทางกาย (กายิโก โรโค) ๒. โรคทางใจ (เจตสิโก โรโค) ดังพุทธวจนะที่ว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดูเหมือนว่า บุคคลทั้งหลายสามารถพ้นจากโรคทางกายได้ เป็นเวลา ๑ ปีบ้าง ๒ ปีบ้าง ๓ ปีบ้าง ๔ ปีบ้าง ๕ ปีบ้าง ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง ๕๐ ปีบ้าง...หรือแม้ยิ่งกว่า ๑๐๐ ปีบ้าง แต่ว่าในโลกนี้ บุคคลที่พ้นจากโรคทางใจแม้เพียงชั่วครู่ยามมีน้อยนัก นอกจากบุคคลที่พ้นจาก กิเลสทั้งหลาย (คือ พระอรหันต์)”

พุทธพจน์นี้ทรงชี้ว่าบุคคลทั้งหลายนั้นมีโรคภัยเบียดเบียนแทบจะตลอดเวลา นั่นคือโรคทางใจ ส่วนโรคทางกายนั้นพระพุทธองค์ก็ทรงตรัสว่าร่างกายนั้นเป็นรังแห่งโรคที่ต้อง ดูแลเอาใจตลอดเวลาดังปรากฏในนกุลปิตุสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

“คหบดี เรื่องนี้เป็นอย่างนั้น คหบดี เรื่องนี้เป็นอย่างนั้น ความจริง กายนี้กระสับกระส่าย เป็นดังฟองไข่ มีเปลือกหุ้มไว้ อนึ่ง บุคคลผู้บริหารกายนี้อยู่ พึงรับรองความไม่มีโรคได้แม้เพียงครู่เดียว จะมีอะไรเล่านอกจากความโง่เขลา เพราะเหตุนั้น ท่านพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เมื่อเรามีกายกระสับกระส่ายอยู่ จิตจักไม่กระสับกระส่าย’ ท่านพึงสำเหนียกอย่างนี้”[4]

เห็นได้ชัดว่าร่างกายนั้นเป็นรังของโรค จึงรับรองความไม่มีโรคได้ยาก วิธีการของพระพุทธศาสนาจึงมุ่งเน้นในการรักษาจิตไม่ให้กระสับกระส่าย ในชราธัมมสูตร ซึ่งเป็นสูตรว่าด้วยผู้มีความแก่ มีใจความตอนหนึ่งว่า “สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปราสาทของนางวิสาขามิคารมาตาในบุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี ครั้นในเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้น ประทับนั่งผินพระปฤษฎางค์ให้แดดที่ส่องมาจากทิศตะวันตก ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วบีบนวดพระวรกายของพระผู้มีพระภาคด้วยฝ่ามือ พลางกราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ บัดนี้พระฉวีวรรณของพระผู้มีพระภาคไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนเมื่อก่อน พระอวัยวะทุกส่วนก็เหี่ยวย่นเป็นเกลียว พระวรกายก็ค้อมไปข้างหน้า และพระอินทรีย์ทั้งหลาย คือจักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ ก็ปรากฏแปรเปลี่ยนไป”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “จริงอย่างนั้น อานนท์ ความแก่มีอยู่ในความเป็นหนุ่มสาว ความเจ็บไข้มีอยู่ในความไม่มีโรค ความตายก็มีอยู่ในชีวิต ผิวพรรณไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนเมื่อก่อน อวัยวะทุกส่วนก็เหี่ยวย่นเป็นเกลียว กายก็ค้อมไปข้างหน้า และอินทรีย์ทั้งหลาย คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ ก็ปรากฏแปรเปลี่ยนไป”[5]

พระสูตรดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าแม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยัง ทรงอาพาธ ทรงมุ่งหวังให้สาวกทั้งหลายไม่ประมาท และให้เร่งรีบทำความเพียร ในโทณปากสูตร[6] ทรงแสดงวิธีการปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคไว้ว่า

“สมัยนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระสุธาหาร หุงด้วยข้าวสาร ๑ ทะนาน จึงทรงอึดอัด เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ครั้งนั้นพระศาสดาตรัสกะท้าวเธอว่า “มหาบพิตร พระองค์ยังไม่ทันพักผ่อนเลย เสด็จมาแล้วหรือ” “อย่างนั้น พระเจ้าข้า ตั้งแต่เวลาที่บริโภคแล้ว หม่อมฉันมีทุกข์มาก” “มหาบพิตร การบริโภคมากเกินไป เป็นทุกข์อย่างนี้” พระพุทธองค์จึงตรัสสอนด้วยคาถาว่า “ในกาลใด บุคคลเป็นผู้กินจุ มักง่วง และมักนอนหลับ กระสับกระส่าย เป็นดุจสุกรใหญ่ที่เขาเลี้ยงด้วยอาหาร ในกาลนั้น เขาเป็นคนมึนซึม ย่อมเข้าห้องบ่อยๆ” พระพุทธองค์ตรัสว่า “มหาบพิตร การบริโภคโภชนะแต่พอประมาณจึงควร เพราะผู้บริโภคพอประมาณ ย่อมมีความสุข “ต่อจากนั้น พระองค์จึงตรัสคาถาแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า “ผู้มีสติทุกเมื่อ รู้ประมาณในโภชนะที่ได้มา มีเวทนาเบาบาง แก่ช้า อายุยืน” พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงมอบหมายให้สุทัสสนะนัดดาของพระองค์เรียนคาถา นี้แล้วทูลคาถาในเวลาที่เสวย ต่อมาพระราชามีพระวรกายกระปรี้กระเปร่าดี ทรงลูบพระวรกายด้วยฝ่าพระหัตถ์ ทรงเปล่งอุทานว่า “พระพุทธเจ้านั้น ทรงอนุเคราะห์เรา ทั้งประโยชน์ชาตินี้และประโยชน์ชาติหน้า”

นี่เป็นตัวอย่างของพุทธวิธีการป้องกันโรคทางกายอันว่าด้วยสุขลักษณะในการบริโภคอาหารอย่างรู้จักพอประมาณ

โพชฌงค์ คืออะไร

คำว่า “โพชฌงค์” ประกอบด้วยคำว่า โพธิ ซึ่งหมายถึงปัญญาอันเป็นเครื่องตรัสรู้ หรือพระอริยบุคคลผู้บรรลุธรรมแล้ว และคำว่า องฺค หมายถึงปัจจัยที่เป็นหตุ ดังนั้น โพชฌงค์จึงหมายถึงธรรมที่เป็นองค์ของผู้ตรัสรู้หรือเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คำว่า โพชฌงค์นี้บางครั้งเรียกว่า สัมโพชฌงค์ คำว่า สัม หมายถึง เต็มบริบูรณ์ ถูกต้อง หรือแท้จริง การใช้คำนำหน้านี้เป็นการยกย่องและย้ำความ แต่ก็มิได้มีความหมายใดเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ

ธรรมทั้ง ๗ ที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ หรือคุณสมบัติเจ็ดประการของพระอริยบุคคล ได้แก่ สติ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือ ความระลึกได้ ธัมมวิจยะ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือ การเฟ้นธรรม คือ การใช้ปัญญาไตร่ตรอง พิจารณา สอดส่อง ค้นคว้าธรรม วิริยะ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือ ความเป็นผู้กล้าหาญ ไม่ย่อท้อ ไม่ท้อถอย ปีติ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือ ความอิ่มใจ หรือความดื่มด่ำ ความซาบซึ้ง ปลาบปลื้มใจ ปัสสัทธิ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือความสงบกายสงบใจ มีความผ่อนคลาย หรือสงบเย็น ไม่กระสับกระส่าย ไม่เครียด สมาธิ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือ ความตั้งมั่นแห่งจิต และ อุเบกขา ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือความวางเฉย เป็นกลางๆ ไม่เอนเอียงไปข้างโน้นข้างนี้ องค์ธรรมทั้ง ๗ นี้สามารถพบได้ในทุกขั้นตอนของการเจริญวิปัสสนา แต่หากพิจารณาตามขั้นตอนของลำดับญาณแล้วอาจกล่าวได้ว่า องค์ธรรมทั้ง ๗ จะปรากฏชัดในญาณที่ผู้ปฏิบัติเริ่มเห็นความเกิดดับของสภาวธรรมต่างๆ ผู้ปฏิบัติควรจะทำอย่างไรในการพัฒนาองค์ธรรมเหล่าให้เกิดขึ้น ก็โดยการเจริญสติปัฏฐานนั่นเอง พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากผู้ปฏิบัติระลึกรู้อารมณ์ที่ฐานทั้งสี่อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โพชฌงค์๗ ก็จะเกิดขึ้นจนบริบูรณ์” การเจริญสติปัฏฐานมิได้หมายถึงการศึกษา การ